Mynovels

เรื่องแรก ... ตอนนี้ ผมสอบข้อเขียนของมศว คณะมนุษยศาสตร์ เอก วรรณกรรมสำหรับเด็กผ่านแล้ว มีคนสอบ367คน ผ่าน24คน แต่รับ10คน ผมเองเป็นคนที่17 (ไม่รู้ว่าเรียงตามตัวอักษร หรือคะแนน) เหลือแต่ไปสอบสัมภาษณ์ให้ผ่านก็จะได้มีที่เรียนแบบแน่นอนแล้ว (ขอบคุณทุก ๆ คนที่คอยให้กำลังใจก่อนสอบครับ ^^)

เรื่องที่สอง เนื่องจากเมื่อวันที่ 16 พฤศจิ เป็นวันเกิดพี่ภา Tsukasa ก็เลยจับเอาออริของท่านพี่มาแต่งฟิกให้(ซึ่งใช้เวลานานเพราะยาก ... ) ออริของพี่ภาชื่อว่า Destiny Journeyลงอยู่ในเด็กดี

ตามลิงค์นี้ http://www.dek-d.com/entertain/view.php?id=23506

แล้วก็ดีใจที่พี่ภาอ่านแล้วบอกว่าชอบมาก ผมเลยเอามาลงบลอคให้คนอื่นได้อ่านกันด้วย

ปล. ถ้ายังไม่เคยอ่านออริ ก็สามารถอ่านฟิกนี้ได้ เพราะว่าแต่งเป็นเหตุการณ์ก่อนที่จะเริ่มเรื่องในออริของพี่ภา

Destiny journey fanfiction - Miracle

อัสลาน ... ชายหนุ่มผู้นั้นผู้มีเส้นผมสีน้ำตาลเข้ม ผู้ที่ข้าติดตามเป็นข้ารับใช้มาหลายปี นายของข้า ...

ข้าเฝ้ามอง และติดตามชายหนุ่มผู้นี้ไปทั่วเอเรนเทีย ใช่ ... อัสลานชอบเดินทาง พเนจรไปเรื่อย แล้วเขาก็พบกับข้าในวันหนึ่ง

เจ้าต้องการอะไรจากเราหรือ มนุษย์ สัญชาตญาณแห่งความทระนงตัวในชาติพันธุ์สัตว์เทพของข้า ทำให้มองเจ้าหนุ่มตรงหน้าอย่างดูแคลน

ฉันมาตามหาเจ้า สัตว์เทพหน้าขน เขาตอบได้เผ็ดร้อนเท่ากัน ดวงตาเป็นประกายกล้าของเขาทำให้ข้าแอบชื่นชมในความกล้าอยู่เล็กน้อย

หน้าขนรึ ข้าเลิกคิ้วถาม

ใช่แล้ว ฉันว่าเจ้า หน้าขน ลงมาเป็นสัตว์เทพประจำตัวฉันดีกว่า บุรุษลึกลับตอบกลับมา

ฮึ ! ข้าไม่ได้ชื่อหน้าขน เจ้ามนุษย์ ข้าชื่อ ยูริสเทอุส

ฉันก็ไม่ได้ชื่อเจ้ามนุษย์ ฉันชื่อ อัสลาน

อัสลาน ดี ชื่อดีนี่ เอาละ เจ้ากล้าดี ข้าชักชอบนิสัยเจ้าเข้าแล้ว ตอบข้ามาข้อหนึ่งก่อน เจ้าต้องการข้าไปทำไม

ก็ไม่มีอะไรมากหรอกนะ ข้าต้องการสัตว์เลี้ยง แค่นั้นเอง อัสลานแก้ข้อสงสัยให้

สัตว์เลี้ยง เฮอะ ! มันกล้าเอาข้าไปเทียบกับสัตว์ชั้นต่ำอย่างนั้นด้วย มันจะมากไปแล้ว เจ้ามนุษย์ !

งั้นข้าจะทดสอบเจ้า ถ้าเจ้าผ่านบททดสอบของข้าไปได้ ข้าจะยอมรับเจ้าเป็นนาย

เอาเลย กำลังคันไม้คันมืออยู่พอดี นายมาเป็นคู่ซ้อมให้หน่อยแล้วกัน หน้าขน

ข้าบอกว่าข้าชื่อ ยู ริส เท อุส !

ในวินาทีนั้นเอง ข้าก็โจมตีใส่อัสลานด้วยความเร็วที่มนุษย์ธรรมดามองแทบไม่ทัน

แก๊ง ! เสียงโลหะถูกกระทบอย่างแรง เจ้ามนุษย์กันการโจมตีของข้าไว้ได้

นับว่าเจ้าตาไวไม่เบา แต่คราวต่อไป ไม่รอดแน่ ยูริสเทอุสคำราม

เจ้ามนุษย์นั่นยังคงยิ้มและควงหอกของมันเล่น ... อีกไม่นานหรอก เจ้าจะไม่ได้ยิ้มอีกต่อไป

"เมเทโอ โวลคาโน่ ! " ยูริสเทอุสร่ายเวทมนตร์ ลูกไฟจำนวนมากตกใส่บริเวณที่อัสลานยืนอยู่เหมือนอุกกาบาตพุ่งชนโลก อัสลานกลิ้งหลบไปมาและ ...

"ฟรีซซิ่งชีล ! " อัสลานร่ายเวทได้ทันเวลาพอดี เกราะน้ำแข็งกำบังลูกไฟได้เป็นอย่างดี แต่ก็ละลายไปพร้อมกับความร้อนที่เผาผลาญ

"ดี ทำได้ดี งั้นต่อไป แอนกรี้ แองเกอร์ ! " สมอใหญ่ยักษ์ที่ไม่รู้มาจากไหน พุ่งดิ่งลงมาหมายทับมนุษย์โง่เขลาที่อาจหาญมาสู้กับสัตว์เทพที่มีอำนาจมากกว่าให้แหลกลงไป

แต่ผลกลับไม่ได้เป็นดั่งนั้น

"สตาร์ดัสท์ ! " หอกด้ามยาวสีนิล ถูกตวัดขึ้นตัดอากาศเบื้องบน ส่งผลให้สมอยักษ์ที่พุ่งลงมานั้นขาดกลาง ดิ่งลงไปอย่างไม่มีทิศทางลงบนพื้นเป็นสองส่วน

"ถึงตาฉันบ้างแล้วละนะ ยูริสหน้าขน สตาร์ไลท์โรลเลอร์ ! " ตวัดหอกสีดำขึ้นอีกครั้ง ประกายดาวบนด้ามหอกก็หลุดลอยออกมา และแตกตัวเพิ่มมากขึ้นม้วนตัวเป็นสายเหนือสัตว์เทพร่างสุนัขสีขาวบริสุทธิ์ และเข้ารัดและตรึงร่างของมันไว้

"เอนดิ้ง สตาร์ ... ไลท์ ! " อัสลานเหวี่ยงหอกขึ้นบนฟ้า และท่องมนตร์บทโบราณออกมาด้วยความรวดเร็วและชำนาญ สตาร์ดัสท์ที่พุ่งขึ้นไปกลับหันหัวไปยังทิศทางที่ยูริสเทอุสถูกมัดอยู่ เกิดแสงสว่างจ้าสีทองขึ้นที่คมหอก ยิ่งใกล้เป้าหมาย ก็ยิ่งสว่างจ้าขึ้นเท่านั้น ... สัตว์เทพผู้หยิ่งทระนงหลับตาปี๋

ฉึก ! เสียงหอกทะลุกับวัตถุดังขึ้น เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะ

"เจ้าชนะ" ยูริสเทอุสพูดเบาราวกระซิบ สัตว์เทพคิดว่าตนเองไม่รอดแน่แล้ว

แต่หอกนั่น ไม่ได้มุ่งเข้าแทงข้าอย่างที่คิดไว้ แต่มันกลับวิ่งไปปักอยู่ที่ต้นไม้ใกล้เคียงนั้นต่างหาก และสิ่งที่คั่นระหว่างต้นไม้กับหอกไว้ มันเป็นปีศาจตัวจ้อยหน้าตาน่าเกลียดที่กำลังดิ้นเร่า ใบหน้าบูดเบี้ยวเหยเก สามง่ามอันจิ๋วถูกใช้แทงหอกสตาร์ดัสท์ หมายให้หลุดจากตัว แต่ก็ไม่ขยับเพียงนิด

"เดรม ปีศาจกินฝันงั้นรึ ฮะฮะ เจ้าชนะแล้วก็ยังช่วยข้าไว้ด้วย เจ้ามนุษย์ ไม่สิ อัสลาน ... นายท่าน"

"เย้ ในที่สุด นายก็ยอมไปกับฉัน ยูริสหน้าขน"

"ข้าไม่ได้ชื่อยูริสหน้าขน ข้าชื่อ ยูริสเทอุส ! "

และด้วยเหตุนั้น ข้ากับอัสลาน ก็ได้ออกเดินทางพเนจรไปทั่วเอเรนเทีย จุดประสงค์ที่แท้จริงของอัสลานปรากฏหลังจากนั้น

ความจริงแล้ว ข้าไม่ได้เป็นสัตว์เลี้ยงของเขาอย่างที่ข้ากลัวไว้ เขายกข้าเป็นเสมือนเพื่อน เสมือนน้องชาย เราเดินทางกันด้วยความสนุกสนาน แม้ว่าอัสลานจะนิสัยบ้า ๆ บอ ๆ แต่เขาก็คือนายท่านของข้า เราเดินทางไปด้วย ปราบปีศาจทั้งหลายไปด้วย อัสลานบอกข้าว่า เขาคือสายเลือดผู้อัญเชิญกลุ่มสุดท้ายแล้ว แต่ถึงอย่างไรเสีย ก็ต้องตามหาสัตว์เทพมาเป็นพวกของตนเองไว้ก่อน จะต้องปราบปีศาจที่คอยเบียดเบียนชีวิตมนุษย์ ที่เห็นชีวิตเป็นผักปลานั้นให้ได้มากที่สุด

จวบจนเวลาผ่านไปหลายปี อัสลานในเวลานี้ แข็งแกร่ง สง่างาม สมชายชาตรีคนหนึ่งพึงจะเป็น

"ยูริส อีกไม่นาน เราจะเดินทางเข้าสู่บ้านเกิดของฉัน มหานครกาเรน ดีใจรึเปล่า จะได้ไปเยี่ยมบ้านเกิดของเจ้านายของนายเชียวนะ"

"ครับ" ยูริสเทอุสในร่างมนุษย์ในเวลานั้นไม่ใครสนใจคำพูดของเจ้านายของเขาเท่าใดนัก เขากำลังคิดถึงคู่หมั้นของเขา นางผู้มีศักติแห่งสัตว์เทพเช่นเดียวกับเขา นางผู้มีนัยน์ตาสีแดงเพลิง นางผู้มีนาม วาเทรีอา ...

...เอเรนเทีย ณ มหานครกาเรน ... ยามอัสดง

"จูเรียใช่หรือไม่ละนั่น"

หญิงสาวนางหนึ่งสะดุ้งสุดตัวก่อนหันหลังกลับมาพิศใบหน้าเจ้าของเสียงทุ้ม ใบหน้ามนตัดกับแสงอาทิตย์อัสดง เส้นผมสีเพลิงนั้นปลิวสยายเล่นลม อัสลานตกตะลึงในความงดงามนั้น ราวกับจะกลมกลืนตัวนางเองไปกับอาทิตย์อัสดงอย่างนั้นแหละ

"อัสลาน นั่นเธอใช่ไหม ? " หญิงสาวเป็นฝ่ายถามกลับ วางมัดผักที่กอดแนบอกอยู่ลง บนดวงหน้านั้นมีเม็ดเหงื่อผุดพราย แล้วนางก็ยกผ้ากันเปื้อนขึ้นซับเหงื่อ เผยให้เห็นใบหน้าเกลี้ยงไร้ริ้วรอยจะติได้

ดวงตาสีน้ำตาลฉายแววตกตะลึงแวบหนึ่งก่อนจะหายไป แต่ถึงจะตั้งสติได้บ้างแล้ว ก็ยังตอบไปอย่างอ้ำอึ้ง

"อะ เอ้อ ใช่ แล้วแม่นางล่ะ ใช่จูเรียหรือไม่"

"ใช่ ฉันเองละจ้ะ เป็นไงพ่อนักพเนจร หนีไปเที่ยวเสียนาน กว่าจะกลับมาเยี่ยมบ้านเกิดก็นานเสียหลายปี แล้วนั่น หนุ่มน้อยที่ไหนละนั่น นี่ ! หรือว่าเธอ ... เปลี่ยนรสนิยมแล้ว"

เธอ ทำหน้าแปลก ๆ คิดอะไรอยู่ยัยมนุษย์ !

สายลมรอบกายทั้งสามพัดแรงอย่างไม่มีสาเหตุ ร่างของชายหนุ่มนามยูริสเทอุสลอยขึ้นจากพื้น และเปล่งแสง ควันสีขาวล้อมรอบและบดบังตัวเขาไว้อย่างเกลียวคลื่นม้วน
แสงสีทองเปล่งจ้า ปีกสีขาวคู่งามสยายโผล่ออกมานอกกลุ่มควัน ร่างสุนัขป่าขนสีขาวบริสุทธ์ที่มีปีกสีขาวคู่งาม ปรากฏแก่สายตามนุษย์ทั้งสอง

จูเรียดูตกใจไม่น้อย แต่ก็สาสมกับที่เธอคิดอะไรพิเรนทร์ระหว่างข้ากับอัสลาน

"แหะ ๆ ก็อย่างที่เจ้าเห็นละนะจูเรีย หมอนี่เป็นสัตว์เทพของฉัน เราเดินทางกลับมาบ้านเกิดด้วยกัน ไม่นึกว่าจะได้พบเธอเร็วขนาดนี้ จูเรีย"

ดวงตาสีเพลิงเป็นประกายใสมีแววแปลกใจก่อนตอบ

"แสดงว่าเธอทำสำเร็จ ไม่น่าเชื่อทีเดียว แล้วนี่เจาะจงมาหาฉันเหรอ อัสลาน"

อีกฝ่ายพยักหน้าช้า ๆ

"ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ แล้วฉันก็กลับมาทวงสัญญาสมัยเด็ก เด็กหญิงจูเรียสัญญาอะไรกับเด็กชายอัสลานเอาไว้หนอ" อัสลานแกล้งรำพึง

"คนบ้า ให้เวลาเตรียมตัวสักหน่อยสิ"

เมื่อนึกถึงสัญญาวัยเด็ก นางก็หน้าแดงขึ้นมา สงสัยจริง นายท่านของข้ากับจูเรียสัญญาอะไรกันไว้

"เอ้า ได้ งั้น คืนนี้ มาพบกันที่กรีนฟิลด์ บนยอดเขา ฉันมีอะไรจะบอกเธอด้วย ตอนนี้ขอกลับไปดูบ้านก่อนละ คิดถึงเหลือเกิน ทั้งเมือง ทั้งบ้าน" ดวงตาของอัสลานฉายแว้วเศร้า

อัสลานดึงตัวจูเรียเข้ามากอดเบา ๆ ทีหนึ่งแล้วก็พาข้าเดินจากมา

"นี่ นายท่านครับ นางเป็นใคร"

อัสลานยิ้มกว้าง ยิ้มเหมือนกับว่าโลกทั้งใบเป็นของเขา

"จูเรียน่ะ เป็นเพื่อนสมัยเด็กที่สนิทกันกับฉันมากที่สุด น่ารัก โตขึ้นมาก็สวยขึ้นผิดหูผิดตาทีเดียว ดีจังเนอะยูริส ที่ได้กลับมาบ้านเกิด" ใบหน้าในเวลาที่พูดถึงจูเรียของอัสลาน ช่างเป็นใบหน้าที่อบอุ่นยิ่งนัก

"ครับ"

บ้านของอัสลานเป็นบ้านไม้ขนาดไม่ใหญ่มาก แต่ก็น่าจะพออยู่กันได้หลายคนอยู่เหมือนกัน ฝุ่นบาง ๆ เริ่มเกาะจับแล้ว แต่ก็ดูเหมือนมีร่องรอยทำความสะอาดเสมอ

อัสลานยิ้มเล็กยิ้มน้อยให้กับตนเอง ก่อนจะเข้าไปห้องนอนโดยไม่พูดอะไร จนตกดึกนั่นแหละ ถึงจะตื่นขึ้นมาทานอาหาร

อัสลานเล่าว่า แต่ก่อนนี้เขาอาศัยอยู่ในบ้านนี้กับท่านแม่เพียงลำพัง แต่พอท่านแม่สิ้นลม เขาก็เหลือตัวคนเดียว จึงออกเดินทางตามหาความฝัน จุดหมายอยู่ที่สัตว์เทพตนใดตนหนึ่ง เพื่อที่จะได้เป็นผู้อัญเชิญที่เก่งกล้าตามท่านพ่อของเขา

"ฉันจะรักษาสายเลือดของผู้อัญเชิญเอาไว้ ยูริสเทอุส" บอกเพียงเท่านั้น แล้วอัสลานก็นำทางข้าไปจนถึงยอดเขาที่กรีนฟิลด์ กลิ่นหญ้าและน้ำค้างยามดึกเช่นนี้ช่างหอมเย็น หอมเหมือนบ้านเกิดที่ข้าจากมา ...

ร่างบางที่นั่งบนหินก้อนใหญ่ขยับเล็กน้อยราวกับล่วงรู้ถึงการมาเยือนของอีกสองร่าง เส้นผมสีเพลิงของนางกลืนกับความมืด แต่สีผิวขาวผุดผ่องนั้น เรืองแสงราวต้องแสงไฟ

"เฮ้ จูเรีย ฉันมาแล้ว ขอบคุณนะที่คอยดูแลบ้านให้ข้าด้วย"

อย่างนี้นี่เอง มิน่า ตอนไปถึงบ้าน อัสลานถึงยิ้มแปลก ๆ

"อ๊าคคคคคคคคคคค ! " อัสลานตะโกนดังก้องขุนเขา เพราะภาพที่เขาเห็นมัน ...

ใบหน้าที่หันกลับมานั้น เป็นใบหน้าของปีศาจน่าเกลียดน่ากลัว แสยะยิ้มกว้าง

ยูริสเทอุสกระโจนทีเดียวก็ถึงบริเวณดังกล่าว อัสลานยืนเอามือกุมหัวใจตัวเอง แต่อีกฝ่ายดูท่าทางไม่ร้อนรน ลุกขึ้น และเดินเข้ามาใกล้อัสลานที่ไม่มีทีท่าว่าขาของเขาจะขยับหนีได้แม้แต่ก้าวเดียว

"หยุดนะ เจ้าปีศาจ" ยูริสเทอุสกลับร่างสัตว์เทพอีกครั้ง ยืนคั่นกลางระหว่างอัสลานและปีศาจดังกล่าว

"เจ้าปล่อยให้ข้ารอตั้งนานแน่ะ อัสลาน และเจ้า หมาน้อย" คำหลังนี่คงพูดกับข้ามากกว่า

"ข้าไม่ใช่หมาน้อย ข้าคือสัตว์เทพ ! ชื่อยูริสเทอุส แล้วแกทำอะไรกับจูเรียไป นางอยู่ไหน" ยูริสเทอุสตะคอก

"ก็อยู่นี่แล้วไง ตรงหน้าเจ้า" มันยิ้ม

เหตุการณ์กลับตาลปัตร สิ้นเสียงดีดนิ้วของปีศาจตนนั้น ใบหน้าก็เปลี่ยนไป เหลือเพียงใบหน้างาม ๆ กับดวงตาสีทับทิมของจูเรีย

"ฉันเป็นนักเวท ก็ย่อมต้องแปลงกายได้ พวกเธอนี่ไม่เฉลียวใจเลยเหรอ" จูเรียหัวเราะน้อย ๆ

"อย่าเล่นบ้า ๆ อย่างนี้อีกนะจูเรีย ตกใจหมด ถ้ายุริสเทอุสไม่ยั้งมือ เธออาจบาดเจ็บไปแล้วนะ ! " อัสลานใส่ไม่ยั้ง

"เจ้าค่ะ ๆ ท่านอัสลาน" น้ำเสียงเธอประชดนิด ๆ แล้วหันกลับไปนั่งบนหินก้อนเดิม บ่งบอกให้รู้ว่าเจ้าของแผ่นหลังน้อย ๆ แสนงอนเพียงใด

อัสลานเดินตามเข้าไปนั่งเคียงข้าง

"นี่ จูเรีย ฉันกำลังมาทวงสัญญา ไม่ได้ให้เธอมานั่งงอนนะ" เขาง้อเมื่อเห็นสาวเจ้าทำท่างอนเสียเต็มประดา

"เชอะ สัญญาลมปาก เธอมีหลักฐานรึเปล่าล่ะ"

"ก็ไหนสัญญากันไว้ ... " ชายหนุ่มนิ่วหน้า ผิดหวัง

คำตอบที่ได้ยังเป็นความเงียบ ราวชั่งใจบางอย่าง

"ยูริส ออกไปจากตรงนี้ก่อนนะ น้องชาย"

"ครับ นายท่าน" ยูริสเทอุสถอยออกมานั่งสังเกตการณ์อยู่หลังต้นไม้ในละแวกนั้นอย่างเงียบเชียบ

ข้างงเหลือเกิน ทำไมกันนะ สัญญาอะไรกันไว้ ข้าถึงอยู่คอยป้องกันภัยให้ไม่ได้

"จูเรีย ยังจำได้รึเปล่า ว่าสัญญาอะไรกับฉันไว้"

"จำได้สิ จำได้แม่นเลย" ดวงตาฉายแววยินดีทำให้อัสลานใจชื้น

"งั้นทวนสัญญาให้ฟังหน่อยสิ" อัสลานกระซิบ

ดวงดาวบนฟ้าแข่งกันกระพริบอวดแสงของตนอย่างแข็งขัน บนยอดเขากลางดึกสงัดเช่นนี้ ไม่น่ามีคนอุตริมานั่งเล่นบนยอดเขา หากไม่ใช่ เด็กชายอัสลานและเด็กหญิงจูเรีย
สองจอมซนแห่งกรีนฟิลด์

"นี่ ฉันน่ะร่ายเวทได้หลายบทแล้วนะ แล้วเธอล่ะอัสลาน" จูเรียเอ่ยทำลายความเงียบ พวกเขากำลังนั่งหันหลังให้กันเงยหน้าดูดาวอยู่

"ก็ได้บ้างแล้วละ ต่อไปนะ ฉันจะเก่งกว่าจูเรีย และเป็นผู้อัญเชิญที่เก่งที่สุดให้ได้ ! " เด็กหนุ่มตอบด้วยความมั่นใจ

"ผู้อัญเชิญที่เก่ง ๆ ต้องมีสัตว์เทพประจำตัวด้วยนะ เธอจะหาได้เหรอ" จูเรียเย้า สะบัดเปียสีแดงไปด้านหลัง

"ฉันต้องหาสัตว์เทพมาให้ได้ ! " เด็กหนุ่มตะโกน

"ฉันว่าเธอหาไม่ได้หรอก อัสลาน"

ด้วยความคิดชั่ววูบ ครั้นแล้วอัสลานจึงร้องท้าพนัน

"มาพนันกัน จูเรีย ถ้าฉันพาสัตว์เทพกลับมาไม่ได้ ฉันจะให้เธอขออะไรจากฉันก็ได้หนึ่งอย่าง"

"แล้วถ้าเธอชนะ เธออยากได้อะไร อัสลาน" เด็กหญิงเอียงคอถาม

ด้วยความที่แอบชอบเพื่อนสาวเป็นทุนเดิมพ่วงด้วยความใจร้อนตามประสาเด็กหนุ่ม อัสลานจึงโพล่งออกไปว่า ...

"เธอจะต้องแต่งงานกับฉัน จูเรีย"

เพียงเท่านั้น ใบหน้างามก็แดงเป็นลูกตำลึงสุก แต่ก็ยังตอบรับอย่างตะกุกตะกัก

จวบวันนี้ เด็กชายอัสลานจึงเติบใหญ่เป็นอัสลานชายหนุ่มสายเลือดผู้อัญเชิญแสนสง่างาม และกลับมาพร้อมกับสัตว์เทพของเขา และกำลังนั่งอยู่ข้างกายเธอ เขาจะรู้ไหมหนอ เธอรอคอยเขากลับมาด้วยความหวังเต็มเปี่ยมเช่นกัน รอความสำเร็จของคนคนนี้ ที่เธอรัก ...

"วันนี้ ที่นี่ ณ ตรงนี้ ฉันก็กลับมาแล้ว จูเรีย กลับมาเคียงข้างเธอ" แววตาของชายหนุ่มขึงขัง จริงจัง จนร่างบางข้างกายหัวเราะคิก

"ขำอะไรกัน จูเรีย"

"ก็ขำเธอน่ะสิ รู้ตัวไหม เวลาเธอทำหน้าแบบนี้ มันตลก"

"โธ่ คนรึก็อุตส่าห์จริงจังด้วย ยังมาขำกันอีก" ว่าแล้วก็เบ้หน้า

"อัสลาน ความจริงแล้ว ฉันกลัวมากเลยนะ กลัวว่าเธอจะเป็นอะไรไป เพราะหนทางนั้นมันอันตรายมาก ฉันได้เพียงแต่อธิษฐานให้เธอปลอดภัย และได้แต่รอ ฉันคิดเอาไว้ว่า ถึงเธอจะไม่ได้กลับมาพร้อมยูริสเทอุส ฉันก็ยังจะยอมแต่งงานกับเธอ" พูดมาถึงตรงนี้ เธอก็ก้มหน้านิ่ง พวงแก้มระเรื่อเจือไปด้วยสีเลือดฝาด

"จูเรีย แต่งงานกับฉันนะ" เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยช้า เบา ราวกระซิบ

"หา ! อะ เอ่อ ตกลงจ้ะ อัสลาน"

"ภายใต้ผืนฟ้าแห่งมหานครกาเรน ขอดวงดาวและสายลมจงเป็นพยาน ข้า อัสลาน สเตนฟอร์ด สาบานจะรักจูเรีย เวนเลอร์ และทำให้นางมีความสุข ตลอดไป จนกว่าชีวิตของข้าจะหาไม่ ..."

หลังจากนั้นไม่กี่วัน อัสลานและจูเรียก็แต่งงานกัน และออกผจญภัย ปราบปีศาจทั้งหลายและช่วยเหลือชาวบ้านทั่วไป จนกระทั่ง

"อุแว้ ! แว้ อุแว้" เสียงสวรรค์เสียงน้อยตะโกนขึ้นให้ทราบถึงสัญญาณของชีวิตใหม่ ที่ออกมาลืมตาดูโลก

"จูเรีย เจ้าได้ลูกสาว" หมอตำแยเฒ่ากล่าว พร้อมส่งเด็กน้อยที่ซุกตัวภายใต้ผ้าห่มหนาซึ่งบัดนี้หลับปุ๋ยไปเป็นที่เรียบร้อยแม่มารดาของเด็ก

"ขอบคุณค่ะ ท่านป้า" เธอรับลูกสาวเอาไว้แนบอ้อมอก น้ำตาแห่งความปิติซึมออกจากดวงตาหญิงสาว บัดนี้เธอเป็นแม่คนแล้ว

ไม่มีอะไรน่ายินดีไปกว่า การที่บิดามารดา ได้เห็นชีวิตน้อย ๆ กำเนิดขึ้นมาในโลกใบนี้ เลือดเนื้อเชื้อไขของพวกเขาเอง ลูกรัก ...

"ท่านพี่ เราได้ลูกสาวค่ะ"

"ฮะ ๆ ลูกสาวตัวน้อย ทายาทแห่งนักอัญเชิญและนักเวทเหรอ ไม่เลวนี่จูเรีย แม่หนูน้อยของเราน่ะน่าเกลียดน่าชังเชียว" อัสลานพูดไปยิ้มไปอย่างมีความสุข

แม่ตัวน้อยที่อัสลานพูดถึงขยับตัวและยื่นมือขึ้นหน่อยหนึ่งคล้ายจะบอกว่า "อย่ามาว่าหนูน่าเกลียดนะท่านพ่อ" ส่งผลให้ท่านพ่อท่านแม่มือใหม่ที่ตีความไปอย่างเดียวกันหัวเราะน้อย ๆ ก่อนที่อัสลานจะสวมกอดภรรยาและลูกสาวไว้กระชับแนบอก

"ฉันดีใจนะจูเรีย ที่เรามีวันนี้ ขอบคุณเธอมาก" ไม่ว่าเปล่า ยังหันไปจุมพิตพวงแก้มนวลของภรรยาสุดที่รักอีกด้วย

"ค่ะ ท่านพี่" จูเรียยิ้มอ่อนโยนก่อนจะเอื้อมมือไปลูบศรีษะลูกน้อยอย่างแผ่วเบา

แอ๊ด ... เสียงประตูลั่นอย่างช้า ๆ ปรากฏร่างของผู้มาใหม่ ยูริสเทอุสนั่นเอง

"ยูริส มาพอดีเลย มารู้จักกับนายน้อยเอาไว้สิ น่าเกลียดน่าชังดีใช่ไหมล่ะ" คนเป็นพ่อรีบอวดธิดาตัวน้อยอย่างดีใจ

"ครับ น่าเกลียดน่าชัง มหัศจรรย์จังนะครับ มนุษย์เนี่ย สรรค์สร้างชีวิตขึ้นมาได้ โดยไม่ต้องอาศัยพระผู้เป็นเจ้า บางครั้งข้ายังสงสัยเลยว่า ข้าเกิดมาได้ยังไง"

"เธอก็ต้องมีผู้ให้กำเนิดเหมือนกันแหละจ้ะ ยูริสเทอุส" นายหญิงของยูริสเทอุสปลอบ

"ว่าแต่ ตั้งชื่อนายน้อยกันหรือยังครับ"

"ยังเลย เจ้ามาช่วยฉันคิดหน่อยสิ" อัสลานกอดอกยกมือขึ้นลูบเคราสีน้ำตาลของตนอย่างครุ่นคิด

"ชีวิตเป็นสิ่งมหัศจรรย์ เป็นปาฏิหาริย์ อย่างนั้นก็ ... " สัตว์เทพรำพึง

"มิราเคิล ! " ทั้งสามร้องออกมาพร้อมกัน ชีวิตน้อย ๆ ถือกำเนิดด้วยความมหัศจรรย์และเต็มไปด้วยปาฏิหาริย์ ซ้ำยังเป็นสายเลือดของทั้งนักอัญเชิญและนักเวทซึ่งไม่เคยมีมาก่อน ไม่ใช่มิราเคิล แล้วจะขนานนามนางว่าอย่างใดได้อีกกัน ...

อนาคตที่ไม่มีใครสามารถล่วงรู้ได้กำลังรอหนูน้อยมิราเคิลอยู่ เพราะมันคือ ... Destiny Journey ...
***********************************************

ไม่ได้อัพซะนานเลย เฮ้อ จะมีใครเข้ามาดูไหมน้า ...

จากโจรผู้ที่ยัง.....โง่เขลา *-*

กาเหว่า โดย ... อคิราห์

บทที่ 1 เพียงลูกกาเหว่า

ท้องฟ้าสีเทาค่อย ๆสว่างขึ้นทีละนิดเสียงนาฬิกาปลุกเริ่มทำหน้าที่ของมันอย่างตรงต่อเวลา

มือลึกลับเอื้อมไปกดสลักห้ามเจ้านาฬิกาปลุกผู้น่าสงสารให้หยุดส่งเสียง ฉัน ยังไม่อยากตื่น

เพราะวิญญาณของฉันกำลังโลดแล่นเสพสุขกับนิทานอยู่ในอีกมิติหนึ่ง

เวลาผ่านไปไม่นานนัก คน ที่โลกโน้นก็ออกปากไล่

ไปโรงเรียนก่อนไป๊คืนนี้กลับมาใหม่จะเตรียมเรื่องใหม่มาเล่าให้ฟัง เธอ ปิดหนังสือ

การแก้แค้นของกระต่าย ฉันผงกหัวรับกล่าวลา แม่ ในอีกมิติเดินทางกลับโลกเดิม

สายตาจับจ้องไปที่นาฬิกาปลุกอย่างมึน ๆ ตีห้าครึ่งแล้วนอนต่อมาตั้งครึ่งชั่วโมงแต่ทำไมมันดูแปบเดียวเอง

ฉันปรารภกับตนเองในใจพลางพลิกตัวลุกขึ้นยืนและด้วยความเคยชินฉันหลับตาเดินไปคว้าผ้าเช็ดตัวจากนั้นก็ให้ความมืดโอบไล้และฉุดกระชากไปอาบน้ำอย่างโดยดี

ขณะกำลังแต่งตัวฉันก็ได้ยินเสียงตะโกนอย่างเกรี้ยวกราดเจือน้ำเสียงเศร้าของ ใคร บางคน

เหว๋าเหว้าก๋าเหว้าเหว๊าก้าเหว่า นี่คือเสียงของใครที่ว่าแต่อีกเสียงที่ไม่ลดละความดังก็แทรกขึ้น

แกว๊กแกว้กกว๊ากแกว๊กแกว่ก ใครพวกนั้นน่าจะโกรธกันพอดูในใจฉันว่าเสียงนี้น่ารำคาญจริง ๆ

ถ้าเปิดประตูมุ้งลวดนี่ออกไปยิงปืนอัดลมขึ้นสักนัดพอตกใจฉันจะสบายหูขึ้น

แต่ก่อนจะได้กระทำกรรม เสียงอ่อย ๆของใครอีกคนก็ดังขึ้นใกล้เคียงโทนเสียงเหมือนกับเสียงที่สองแต่ห้าวกว่าทุ้มนุ่มกว่า

ด้วยความกระหายใคร่รู้ พวกเขา ทะเลาะอะไรกันฉันเปิดใจรับภาษาของพวกเขาเพื่อแปลเสียงเมื่อครู่

เหว๋าเหว้าก๋าเหว้าเหว๊าก้าเหว่า แม่ไม่เข้าใจหนูเลยไม่เคยแม้แต่จะพยายามเข้าใจ!

กาเหว่าวัยแรกแตกรุ่นแสนสวยกำลังน้ำตานองหน้า

แกว๊กแกว้กกว๊ากแกว๊กแกว่ก แกจะให้ฉันเข้าใจแกเหรอไอ้ลูกนอกคอก! ไม่เคยอยู่ในโอวาท ! ผู้ตอบคือ แม่กระสาหญิงวัยกลางนกและเสียงทุ้มนุ่มก็เอ่ยอย่างอ่อย ๆตามมา

ใจเย็น ๆกันหน่อยซี

เย็นยังไงไหวดันไปเที่ยวลืมรังซะหลายวันไปกับพวกตัวผู้รึเปล่าก็ไม่รู้รู้อยู่ว่าสมัยนี้พวก

ตัวผู้เลว ๆมันเยอะ สายตาจับจ้องยังร่างของสามีถ้อยคำกระแทกแดกดัน

หนูบอกแล้วว่าไปติวที่รังเพื่อนโรงเรียนจะสอบแล้วแม่ไม่เคยเชื่อหนูแม่ไม่เคยฟังหนูเลย

เพี๊ยะ! ปีกใหญ่สีน้ำตาลตบลงบนหน้าของนกกาเหว่าสาวจนหน้าหันน้ำตาซึม

เอ่ออย่ารุนแรงกันเลย พ่อนกผู้แสนอ่อนแอเอ่ยห้าม

นังลูกนอกรังแกรู้ไหมทำไมตัวของแกสีของแกถึงไม่เหมือนฉันไม่เหมือนพี่น้องของแก

ทำไมสีของหนูแตกต่างแล้วมันมีเหตุผลอะไรมากกว่านั้น? กาเหว่าสาวสงสัยสะกิดใจในคำพูดของมารดา

แกน่ะเป็นลูกกาเหว่าไงล่ะพ่อแกน่ะมันเคยมีเมียน้อยเป็นกาเหว่าแม่แกน่ะไข่ทิ้งไว้ก่อนที่จะบินหนีไปหาตัวผู้ตัวใหม่แล้วฉันต้องมารับภาระเลี้ยงชีวิตเน่า ๆของแกไงล่ะแกน่ะทำตัวไม่ผิดกับแม่แกเลยจริง ๆฉันรู้ว่าแกแอบไปมีตัวผู้ไปนอนกับพวกตัวผู้มาแน่ นางกระสาเผยธาตุแท้ความเกลียดชังล้นทะลักไหลพรูออกมาเป็นคำพูด

ที่แท้ หนูก็เป็นเพียงลูกกาเหว่า ที่ไม่มีใครรัก ดวงจิตไหววูบกับประโยคที่ได้ยิน

ชีวิตเน่า อย่างนั้นหรือ ?

เธอมันก็แค่กาเหว่าพันธุ์ที่ถือว่าไร้ค่าเป็นแกะดำพฤติกรรมเลวทรามที่สุดในหมู่ปักษา

เธอเคยได้ยินเขาพูดกันกาเหว่าตัวนั้นไปไข่ทิ้งที่นั่นที่นี่อีกแล้วแต่เธอบอกกับตัวเองว่าไม่เห็นเกี่ยวกับเธอเธอเป็นลูกนกกระสาแม้สีจะแผกเพี้ยนแต่เธอก็เป็นลูกของพ่อแม่แต่สิ่งที่เธอได้รับฟังในเช้านี้ทำให้ดวงใจเธอแหลกสลาย

หนู ขอบคุณ ที่ พ่อ แม่ เลี้ยงหนูมาต่อไปนี้ หนูคงต้องออกเผชิญโลกกว้าง

เพียงลำพัง หนูขอลา กาเหว่าสาวกล่าวอำลาและก้มลงกราบพ่อและนกตัวที่เธอเรียกว่า แม่ใบหน้าเต็มใบด้วยน้ำตาก่อนจะโผบินสู่ฟ้ากว้างไม่กลับมาอีก

โธ่ ลูกพ่อไปซะแล้ว พ่อนกกระสาครางใจแทบสลายเมื่อลูกสาวสุดรักจากไป

ฮ้าสบายใจจังเลยทีนี้ก็ไล่มารคอหอยไปได้อีกตัวเหมือน ตอนนั้น ที่ นังกาเหว่าโง่

เมื่อรู้ตัวว่าหลุดอะไรออกมานางกระสาก็รีบหยุดปากก่อนจะหลุดอะไรมามากกว่านั้น

ความโกรธเข้าครอบงำดวงตาของเจ้ากระสาตัวผู้ส่องแสงวิบวับอย่างน่ากลัวพร้อมกับบันดาลโทสะกระชากปีกนางกระสามาเขย่าเค้นเอาความอย่างแรงจนขนหลุดลุ่ยก็ยังไม่ยอมหยุดกระชาก

กรี๊ด ! หยุดเดี๋ยวนี้ไอ้บ้าหยุดเดี๋ยวนี้โอ๊ย! เจ็บฉันเป็นเมียแกนะทำยังงี้ได้ยังไง !

ด้วยความตกใจที่ไม่เคยถูกปฏิบัติเยี่ยงนี้ร่างที่บอบบางจึงถูกกระทำได้ง่ายนักไม่เคยถูกกระทำเคยแต่กระทำตัวอื่น !

นังนกใจร้ายแกบอกมานะตอนนั้นเมียกาเหว่าของข้าทำไมบอกมาให้หมดเดี๋ยวนี้บอกมา

ให้หมด เจ้ากระสาไม่หยุดยังคงเค้นความจริงที่ไม่ยอมหลุดออกจากปากเมียของมันจนเจ้าตัวเมียปีกหักลงและร่วงหล่นจากลูกกรงที่เกาะสู่พื้นซีเมนต์ด้านล่าง

ตุ้บ ! เนื่องจากปีกใช้การไม่ได้ร่างที่ร่วงหล่นลงมาจากตึกชั้นสองนั้นก็เปรียบได้กับก้อนหินหนักที่ถูกขว้างลงมาสู่พื้นแข็งอนิจจานางกระสาท่าทางจะบาดเจ็บสาหัสเกินเยียวยาเป็นแน่แท้

เจ้าตัวผู้ที่ธรรมดาจะเฉื่อยชากลับเดือดดาลได้ถึงขนาดนี้แสดงว่าถึงขีดสุดมาก ๆจริง ๆไม่ต่างอะไรไปกับช้างป่าที่กำลังตกมันพอบ้าได้ที่ก็ไล่เหยียบควาญช้างผู้เลี้ยงดูจนแบนไส้ปลิ้นออกแผ่หลากับพื้นดิน

ดูท่าเจ้าพ่อนกจะยังไม่หายแค้นมันพุ่งตัวเร็วจี๋ลงจิกอย่างบ้าดีเดือดจนอีกฝ่ายที่กำลังบาดเจ็บไม่มีทางได้อุทธรณ์ฎีกาแต่อย่างใดมีเพียงเสียงร้องขอชีวิตของนางกระสากับเสียงกราดด่าและเค้นถามของเจ้ากระสาตัวผู้สลับไปมาอยู่โหวกเหวกจนคนข้างบ้านทนรำคาญไม่ไหวเขวี้ยงกระป๋องน้ำอัดลมเปล่า ๆข้ามรั้วมาโดนเจ้าตัวผู้จนตกใจกระพือปีกหนีไปเหลือเพียงนางกระสาที่นอน

รอให้ความตายค่อยๆคืบคลานเข้ามากัดกินชีวิตของเธอ

ถึงเวลาชดใช้บาปกรรมที่ตามมาทันเสียแล้ว !

ฉันเองก็ตื่นจากภวังค์เพราะเสียงกระป๋องฉันมองดูนาฬิกาปลุกเรือนเก่าว่าเวลาผ่านไปเท่าใดแล้ว

ตายล่ะ ! นี่มันเจ็ดโมงครึ่งแล้วนี่ ฉัน เผลอตัวเฝ้าดูละครชีวิตของ พวกเขา อยู่นานขนาดนี้

เชียวหรือไม่ได้การแล้ว !

ฉันรีบคว้ากระเป๋านักเรียนวิ่งออกจากบ้านจับรถเมล์ไปโรงเรียนในทันที

วันนี้ฉันมาสายจึงถูกทำโทษเสียยกใหญ่แต่ผู้คนรอบข้างก็ช่วยได้แค่หัวเราะเย้ยในความโชคร้ายของฉันให้อับอายมากขึ้นเท่านั้น

ตลอดทั้งวันฉันเรียนไม่รู้เรื่องเลยคงจะเป็นเพราะเหตุการณ์เมื่อเช้าประกอบกับคำพูดของกาเหว่าสาวที่พูดทั้งน้ำตาก่อนจะร่ำลาแต่ถ้าพูดไปคงไม่มีใครเชื่อคงหาว่าฉันฝันเป็นตุเป็นตะแน่ ๆแต่มันก็ทำให้ฉันได้คิด

ไม่ใช่แต่มนุษย์ที่มีความขัดแย้งนกเองก็ยังมีความขัดแย้งภายในหมู่คณะในครอบครัวของพวกมันมีการแก่งแย่งชิงดีมีความอาฆาตพยาบาทแก้แค้นทำร้ายกันไม่รู้จักจบสิ้นอย่างมนุษย์

และที่สำคัญ นกก็มีน้ำตาน้ำตาจากก้นบึ้งของหัวใจของมัน !

***************************

ออริเรื่องแรกน่อ ฝากด้วยครับ

จากโจรผู้ที่ยัง.....โง่เขลา *-*

นิยายแนววิทยาศาสตร์ที่แต่งส่งครูไปเมื่อสองเทอมที่แล้ว (ม.5เทอมหนึ่ง)

อาโอกิ นาโอกินักเรียนชั้นมัธยมปลายกำลังง่วนกับการจดงานอยู่กับเพื่อนๆ (หรือเล่นอะไรกันอยู่แน่)

ระหว่างนั้นก็มีสิ่งมีชีวิตที่ดูใหญ่โตจะเรียกว่าช้างก็ได้กระมังเคลื่อนเข้ามาและพูดว่า นาโอกิ ทำอะไรอยู่น่ะ

นาโอกิและเพื่อนๆสะดุ้งสุดตัว เออ ไม่มีอะไรครับผมก็จดตามครูอยู่นี่ไง

คุณครูร่างยักษ์ทำหน้าเหมือนไม่เชื่อ ไหนเอาของที่อยู่ใต้โต๊ะมาดูซิ

เอ่อ ไม่มีครับไม่มี

นี่จะเอามาให้ครูดีๆหรือว่าจะให้หักคะแนนฮึ ครูร่างยักษ์คำราม

ไม่มีจริงๆ ครูก็ เพื่อนๆบอกกับครู

มันต้องมีอะไรแน่ๆครูร่างยักษ์สงสัยหนัก เพราะเธอเห็นนาโอกิกำลังเล่นอะไรกับเพื่อนๆอยู่ก่อนที่เธอจะเดินมาถึง

เอ้า แล้วจดตามครูรึยัง เมื่อไม่มีหลักฐานครูจึงถามถึงสิ่งที่ตนได้สอนไปเมื่อกี้

ก็ผมจดตามครูครบแล้วนี่ครับครูจะเอายังไงอีกเนี่ย

เมื่อเห็นพวกของนาดอกิกวนส้น ครูจึงยกเอาเรื่องเมื่อกี้ขึ้นมาอีก

งั้นเรื่องที่เธอเล่นอะไรกันน่ะ ชั้นเห็นนะ ต่อจุดใช่ไหม เห้นแว้บๆ

เล่นอะไรเล่าครับ บอกแล้วไงจดงานอยู่เมื่อกี้ ครูหาเรื่องจังเลยอ๊ะ! พวกของนาโอกิแย้ง

นี่อย่ามาเถียงชั้นนะ ครูร่างช้างกระทืบเท้า

โธ่ครูก็ อย่าก้าวร้าวสิครับ

ไหนชั้นก้าวร้าวตรงไหนคำนี้ชั้นน่าจะพูดกับเธอนะ นาโอกิ

ก็ครูเล่นกระทืบเท้าทีพื้นร้าว ไม่ให้ผมบอกก้าวร้าวได้ไงละครับ

ผัวะ!! อูย เจ็บตัวอีกแล้วตู นาโอกิเอามือคลำหัวป้อยๆ

นี่ยังน้อยไปนะ เดี๋ยวชั้นจะฟ้องครูประจำชั้นเธอคอยดู ท่าทางครูเอาจริงทำนาโอกิเหวอ

อย่าเลยน้าครู ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลอ่อนนามนาโอกิร้องขอ

น้า น้า อย่าฟ้องน้าาา

ใครน้าเธอยะ (แน่ะยังอุตส่าห์มาเล่นมุขฝืดนะครู)

... นาโอกิซึมไปถนัด ในใจคิดว่า จะมีใครฝืดกว่าครูช้างไหมนี่

งั้น นาโอกิ ครูจะให้เธอทำการบ้านเป็นการทำโทษ พูดอย่างสะใจ

หน้าตานาโอกิดูมีความหวังขึ้น ให้ผมเลี้ยงข้าวครูหรอครับ แต่ผมคงมีเงินไม่พอก็ครูอ้วน

โครม!! พูดไม่ทันจบนาโอกิก็หน้าฟุบคาโต๊ะทันที โดยไม่ต้องบอกเหตุผลว่าเพราะอะไร

ครูร่างยักษ์เงยหน้าขึ้นมาและกล่าวกับทุกคนในห้องว่า เอ้า นักเรียนคะ เนื่องจากนาโอกิทำตัวไม่ดีครูขอทำโทษโดย

การให้ทุกคนเขียนเรียงความเกี่ยวกับเรื่องที่ครูสอนวันนี้อีกสองสัปดาห์ส่งนะคะ

โห่ อะไรกัน ไม่เอาๆ ทุกคนในห้องร้องขึ้น ไม่พอใจ

ใครทำคนนั้นก็รับผิดชอบเซ่ นักเรียนคนนึงโวยวาย

อะไรเนี่ย นาโอกิอีกแล้วหรอเนี่ย ฮะฮะฮะ เสียงอีกเสียงหนึ่งดังขึ้นกลบ

นาโอกิจ๋อยมองหน้าเพื่อนๆไม่ติด

แกนี่จริงๆเลยน่ะ นาโอกิ เดี๋ยวหลังชั่วโมงมาคุยกันหน่อยดีไหมเนี้ย บิรุเพื่อนของนาโอกิพูดขึ้นพร้อมกับเสียงกำหมัดของเขาดัง กร๊อบๆ

ต้องเป็นกระสอบทรายอีกแล้วเหรอเนี้ยเรา นาโอกิคิดในใจ

หลังเลิกเรียนพอโดนบิรุซ้อมเสร็จแล้วนาโอกิก็วิ่งไปที่ห้องสมุดโรงเรียน

อืมมม ไหนดูซิ ที่ครูสอนวันนี้.ระบบนิเวศ เฮ้อ ปัญหามลภาวะหรอออ จะทำได้ไหมวะเนี่ย

2ชั่วโมงผ่านไป เซ็งจริงๆเลยโว้ย ปวดหัวๆ" นาโอกิขยี้ผมอย่างแรงเมื่อไม่พบกับหนังสือที่เขาต้องการที่ห้องสมุด

เย็นวันนั้นนาโอกิเดินทอดหุ่ยกลับบ้าน ระหว่างทางก็ครุ่นคิดว่าจะทำยังไงถึงจะมีงานส่งครูช้างคนนั้น เธอคงไม่ใจร้ายเกินไปถ้าเขาไปขอโทษ

ดีละพรุ่งนี้ลองไปขอโทษดีกว่า นาโอกิเลิกคิดหน้าตาแจ่มใสขึ้นวิ่งตรงกลับบ้าน

กลับมาแล้วคร้าบบบแม่ แล้วนาโอกิก็วิ่งขึ้นห้องนอนของตนพร้อมกับเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์เตรียมแต่งนิยายตามที่เขาชอบแต่ง

เอ..หรือว่าจะลองแต่งเรียงความที่ครูสั่งดีนะเรา แต่ก็ไม่มีข้อมูลอะไรเลยนี่หว่า

เอาล่ะ ทำๆไปก่อนก็แล้วกัน นาโอกิคิด พร้อมกับพิมพ์หัวข้อเรื่องระบบนิเวศและมลภาวะ พิมพ์ไปได้สักหน่อยหนึ่ง

เฮ้อ ง่วงจริงๆเลยเว้ย ฮ้าววว~ นาโอกิหาวหวอดๆ มองดูที่หน้าปัดนาฬิกาข้อมือบอกเวลา18.00 น.

แว้บบบ ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์เกิดแสงประหลาดขึ้น หืมม? เย๊ยยย! นี้มันอะไรกันเนี้ยยยยยยย

ทันใดนั้นร่างกายของนาโอกิค่อยๆถูกดูดเข้าไปในเครื่องคอมพิวเตอร์

ช่วยด้วยยยยยยยยยยยยยยยยย นาโอกิแหกปากลั่น แต่ดูเหมือนจะสายไปเสียแล้ว.

หลังจากนาโอกิถูกดูดเข้าไปในคอมพิวเตอร์ของเขาเอง คอมพิวเตอร์เครื่องนั้นก็ดับลงโดยไม่ทราบสาเหตุ

โอ๊ย เมื่อกี้มันอะไรน่ะ นาโอกิได้สติและพยายามลุกขึ้นมา สลัดหัว รู้สึกปวดหนึบที่ต้นคอ

เขากวาดสายตาไปโดยรอบ ทำให้รู้ว่าเขายืนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังอะไรซักอย่าง

ที่นี่มันที่ไหนเนี่ย นาโอกิพูด

มาแล้วเหรอผู้รักษา ที่นี้คือ Mirror Worldยังไงล่ะ.. เสียงๆหนึ่งพูดขึ้น น้ำเสียงของเสียงนั้นฟังดูทุ้ม อบอุ่น และรู้สึกถึงความแข็งแกร่งมั่นคงในเวลาเดียวกัน

เหวอ!! ใครน่ะ นาโอกิหันตัวไปโดยรอบเพื่อหาต้นเสียง

ฟิ๊วววววว มีแต่ลมพัดผ่าน ใบไม้ไหว

ช่างเป็นลมที่อบอุ่นและดุดันจริงๆ

แต่เสียงเมื่อกี้นี้มัน เฮ้ย! ผะ..ผะ..ผะ..ผีนี่หว่าาาา นาโอกิร้องลั่น

หลังหายตกใจนาโอกิจึงสำรวจโดยรอบ ขณะนั้นเป็นเวลาใกล้ค่ำ แสงอาทิตย์ส่องแสงอ่อนๆ ทำให้เห็นท้องฟ้าเป็นสีเหลืองอ่อน มีเมฆลอยอยู่เล็กน้อย อากาศที่ค่อนข้างเย็นทำให้นาโอกิรู้สึกหนาวเล็กน้อย ตัวสั่นเพราะยังผวากับเสียงลอยๆนั่นไม่หาย

เฮ้ หรือว่าฉันกำลังฝันอยู่วะ ลองเตะหินก้อนนั้นดูดีกว่า พลางโง่เดินไปหาหินริมทางที่ก้อนใหญ่ที่สุด

บึ้กก!!! โอ๊ยยยยยยย! เจ็บๆ โอ๊ยๆๆๆ นาโอกิยกเท้าขึ้นมากุมไว้ด้วยมือ

รู้งี้ไม่น่าเตะไปเต็มแรงเลย T_T นาโอกิโอดครวญด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการน้ำตาเล็ด

จ๊อกกๆ โครกกก เสียงอะไรกันนะ(ยังทำหน้าเซ่ออีกนะนาโอกิ)

แหะๆ หิวแล้วสินะเรา นาโอกิยิ้มเจื่อนๆกับตนเอง พลางเดินไปรอบๆ

อะไรกันวะเนี่ย ต้นไม้ซักต้นที่สมบูรณ์ก็ไม่มี ดันมีแต่ต้นที่ล้มๆ ผลไม้คาต้นก็ไม่มี สงสัยต้องไปหาน้ำกินตามลำธารรองท้องแล้วเรา

เฮ้ย!! อะไรมันจะซวยซ้ำซวยซ้อนอย่างงี้วะเรา น้ำโคตรสกปรกเลย จะกินยังไงเนี่ย

แล้วความคิดที่แล่นเพราะความหิวก็บอกกับนาโอกิว่าให้ขุดหัวมันมาเผากิน

หลังจากเผาหัวมันเสร็จนาโอกิก็ยกขึ้นมาดม

ฮ้าาา หอมฉุย กินละนะคร้าบบบ แม้ไม่มีใครอยู่แถวนั้นนาโอกิก็ยังทำตามมารยาท

เอิ๊กก อิ่มไปอีกมื้อ นาโอกิกินจนพุงกางแล้วเอนกายลงกับขอนไม้

สวบบ ฟิ้วว เสียงลมพัดและเสียงใบไม้ถูกเหยียบ ทำให้นาโอกิหันซ้ายหันขวาเลิ่กลั่ก

มันจะอะไรกันวะเนี่ยโอ๊ย!!อย้ามาหลอกมาหลอนกันเลยเว้ย!!! นาโอกิร้องอย่างโมโห

ฉันอยู่ที่ไหนยังไม่รู้ตัวเอง แถมยังจะมาโดนตัวบ้าอะไรตามล่าตามหลอนอีกฟะ!!!

สวบบบ ฟิ้วว~ เปรี้ยงง นี่แน่ะ อิอิ

โอ๊ยย เสียงคนร้องหลังจากนาโอกิขว้างก้อนหินไปยังต้นเสียง ถูกซะด้วย (แม่นแล่ว = =)

ใครน่ะ นาโอกิตะโกนขึ้น

อูย นายแม่นจังเลยนะ เสียงทุ้มดังขึ้นข้างหลัง

เหวออ นาย..นายเป็นใครน่ะ นาโอกิผู้ชอบโวยวายร้องลั่นอีกแล้ว

ชายตรงหน้าดูอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับเขา ดวงตาสีฟ้าและผมสีขาว ทำให้คนๆนี้ดูเหมือนสายลมเสียจริงๆ

นายปาหินเก่งนะ ผู้รักษา ชายตรงหน้าพูดขึ้นอีกครั้ง ทรุดตัวลงนั่งตรงข้ามกับนาโอกิพลางคลำหัวที่ปูดออกมา

นายเป็นใครหรอ ที่นี่ที่ไหน แล้วฉันมาได้ยังไง ใครเรียกฉันมา คาถามที่ถูกยิงเป็นชุดทำให้คนฟังหงายเก๋ง

โอย ขอตอบทีละคำถามนะผู้รักษา ชายผมสีขาวทำหน้าเหมือนปวดหัว

ชั้นชื่อนาโอกิ ไม่ได้ชื่อผู้รักษาอะไรนั่นของนายนะ ว่าแต่นายชื่ออะไรล่ะ

ชั้นคาเซะ คาเซะยิ้มอย่างอารมณ์ดี

แล้วที่นี่ก็คือMirror Worldนะท่านผู้รักษา เอ้ย นาโอกิ พอได้ยินชื่อMirrorworldนาโอกิก็แปลกใจ

แล้วที่ถามว่านายมาได้ยังไงก็จะบอกว่า มีคนเรียกนายมา นาโอกิงงหนัก

ห๊ะะ เรียกชั้น ใครเรียกกันล่ะ เรียกได้ไง นาโอกิทำหน้าปุเลี่ยน

ใจเย็นๆผู้รักษา เอ้ย นาโอกิ ขอโทษที

ผู้ที่เรียกนายมาน่าจะเป็นธรรมชาติมากกว่านะ ที่เรียกมาน่ะ เหตุผลนายคงเห็นตอนที่นายเดินสำรวจแถวๆนี้มาแล้ว

ก็แสดงว่านายสะกดรอยตามฉัน นายเป็นใครกันแน่คาเซะ มีจุดประวงคือะไรกันแน่ที่ตามฉัน นาโอกิทำหน้าไม่ไว้ใจคาเซะ ที่มาสะกดรอยตามตนเอง

เฮ้ย! ใจเย็นๆ ฉันมาดีนะ คาเซะยกมือขึ้นเหมือนยอมแพ้

แล้วมันเพราะอะไรล่ะที่ฉันโดนเรียกมา นาโอกิยิงคำถามต่อไป

ให้ตาย นายสังเกตบ้างรึเปล่า รอบๆตัวนายมีแต่ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ ที่ใกล้ตายแล้วหรือจะเรียกว่าตายไปแล้วก็ได้

อ้าวแล้วทำไมถึงจะต้องตายละ คาเซะ

ก็เพราะไอ้สิ่งที่เรียกกันว่ามลพิษยังไงล่ะ มันเป็นตัวก่อมลภาวะเลยนะนาโอกิ! ธรรมชาติของMirrorWorldกำลังจะสูญสลายน้ำเสียงของคาเซะดูเป็นผู้ใหญ่กว่าและจริงจัง

แล้วเด็กนักเรียนม.ปลายอย่างฉันตัวคนเดียวจะมาช่วยอะไรได้ล่ะ นาโอกิถาม

ชั้นก็ไม่รู้หรอกนะ แต่เพียงแต่ว่า ก่อนที่นายจะมาที่ซากปรักหักพังแถวนี้ ที่นี่เคยอุดมสมบูรณ์มาก่อน

หือ อุดมสมบูรณ์ อ้าวแล้วเกิดอะไรขึ้นกับพวกนายล่ะ ชายหนุ่มมีน้ำเสียงตื่นเต้น

หลายปีมาแล้ว เจ้ามาครอส ปีศาจที่น่าขยะแขยง ได้ถือกำเนิดจากปฏิกริยาของมลภาวะทั้งหลายที่คนในโลกของนาย สร้างขึ้น จะอธิบายให้ฟังนะ คือMirror Worldน่ะ เป็นเสมือนเงาของโลกของนาย มลพิษที่เกิดขึ้นในโลกของนายจะถูกส่งผ่านมายังMirror Worldด้วย แต่จะรุนแรงกว่ามาก ที่นี่จึงเสื่อมโทรมเร็วกว่า เรียกได้ว่าที่นี่เป็นเหมือนอนาคตของโลกนาย

นายแต่งเรื่องโกหกรึเปล่า นาโอกิเอียงคอถาม หัวเราะแค่นๆ

โกหกไม่โกหกนายดูจากบริเวณที่นายไปเดินมาก็น่าจะรู้นะ

แล้วมาครอสเนี่ยทำเรื่องทั้งหมดรึ

ใช่ มันทำลายทุกอย่างพินาศหมด ปล่อยควันพิษ ทำน้ำเสีย นายก็เห็นน้ำเดือดเป็นฟองฟ่อดๆออกขนาดนั้น กลิ่นเหม็นรุนแรงเลยนะ มันครองMirrorWorld(MW)ไปหมดแล้ว ผู้คนตกเป็นทาสของมัน ต้องอดอยาก หิวโหยและตายไปในที่สุด โลกMWใกล้ตายแล้วล่ะนาโอกิ

แล้วฉันก็ถูกดูดมาจากเครื่องคอมที่บ้านเนี่ยนะคาเซะ เพื่อจะมาช่วยกอบกู้MWน่ะเหรอ นาโอกิถามหลังเงียบมานาน

ไอ้ฉันก็ยังไม่อยากเชื่อว่าเป็นนายนะ แต่ก่อนที่ท่านผู้เฒ่าจะสิ้นใจ ท่านได้กล่าวว่าธรรมชาติจะเป็นผู้คัดเลือกผู้รักษามาจากโลก นาโอกิฟังคาเซะพูดอย่างแปลกใจ เขาน่ะรึ

มันคงจะไม่ใช่แค่การกอบกู้นะ แต่คงเป็นการซ่อมแซม บูรณะ หรือสร้างใหม่เลยก็ได้แล้วแต่นายจะคิด แต่ถ้ามันเกินเยียวยาธรรมชาติก็คงจะต้องมาระเบิดตัวเองทิ้งคาเซะทำหน้เครียด

แล้วฉันจะทำอะไรได้ล่ะ ฉันไม่มีพลังที่จะกอบกู้โลกทั้งใบหรอกนะ ฉันมีแค่สองมือ

มีสิพลังของนายนั่นละ จะเกิดจากสองมือของนายเองคาเซะกล่าวอย่ามั่นใจ

แล้วเราจะต้องทำอะไรกันก่อนล่ะ นาโอกิถามอย่างเริ่มเข้าใจเหตุการณ์ พลางกำลังคิดว่าถ้าไม่แก้ไขให้หมดเรื่องคงกลับบ้านไม่ได้แน่ๆ

หยุดแผนการของเจ้ามาครอส!!! คาเซะคำราม

หยุดแผนการณ์??? นาโอกิงงงวยกับคำของคาเซะ

นายไม่แปลกใจรึ นายถูกเรียกมา ไม่ได้แค่กอบกู้MWแค่นั้นนะ ถึงจะเยียวยาอะไรไม่ได้แล้วก็เถอะ แผนการณ์ของมาครอส คือหาทางเชื่อมต่อระหว่างโลกของนายและMWไงล่ะ

ทางเชื่อมต่อ? นาโอกิยิ่งแปลกใจมากขึ้น ยิ่งเขารู้เรื่องราวเกี่ยวกับMWเท่าไหร่ก็ยิ่งไม่รู้มากเท่านั้น

ก็ที่ฉันบอกไปว่า ผลกระทบที่MWได้รับจากโลกไง มันมาทางนั้น แต่ไม่มีใครรู้ว่า ทางที่มันส่งมาอยู่ทางไหน

พวกเราก็ต้องออกสำรวจหาทางเชื่อมให้ได้ก่อนมาครอส และกอบกู้ดินแดนแถบนี้ไปพลางๆใช่ไหมล่ะ คาเซะ? นาโอกิถามเสียงอ่อย

ไม่งั้นก็เท่ากับเราไม่ได้ทำอะไรเลย เพราะถ้าเราหาทางเชื่อมนั่นเจอหลังมาครอสจะอันตรายมาก เพราะมันจะต้องเปิดทางนั่นจนกว้างและลอดผ่านไปยังโลกของนายด้วยแน่ๆ แต่ถึงมาครอสจะเจอทางนั่น ฉันกับนายจะร่วมมือกันต่อสู้จนถึงที่สุด คาเซะกล่าวอย่างมั่นใจ

เอาหละนาโอกินายก็ได้ฟังอะไรมากมายแล้วนะ ฉันว่าถึงเวลาจะต้องนอนกันแล้วละ คาเซะกล่าว พลางล้มตัวลงนอน

คาเซะ นาโอกิเอ่ยเบาๆหลังล้มตัวลงนอนแล้วยังไม่ปิดตา

หืมม์ ว่าไงนาโอกิ คาเซะหันมา

ฉันอยากรู้ว่าที่โลกนี้ วิวัฒนาการเทียบเท่ากับโลกของชั้นรึเปล่า นาโอกิถามเสียงค่อยๆ

ก็อาจจะรุดหน้าในบางเรื่องและตามพวกนายไม่ทันในบางเรื่อง เอาเถอะยังไงพรุ่งนี้ฉันก็ต้องเล่าให้นายฟังต่ออยู่ดี นอนเถอะนะ พรุ่งนี้จะเล่าให้หมดเปลือกเลยนะ คาเซะยิ้มให้ก่อนทีหนึ่งและหลับตาลง

อืมม์ นาโอกิหลับตาลงเช่นกัน

ค่ำคืนมืดมิดเหลือเพียงแสงไฟจากกองฟืนที่กำลังจะมอด ชะตากรรมของMirror Worldของกำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ไป

รุ่งเช้า แสงสว่างค่อยๆลอดผ่านหมอกพิษอันน่ารังเกียจที่เกิดขึ้นจากการเผาไหม้ของสิ่งปฎิกูล ขยะต่างๆที่ถูกเผาโดยทาสรับใช้ของมาครอสที่หลังให้MWมีเพียงความสกปรก ความน่ารังเกียจ น่าขยะแขยง และกลิ่นเหม็นเน่า

แค่กๆ โอย คาเซะนายทนได้ไงเนี่ย นาโอกิสำลักควันตื่นขึ้น

คร่อกๆ แค่กๆ โอย ควันอะไรเนี่ยเหม็นซะ คาเซะลุกขึ้นมาบ้าง

นายลองมองดูสินาโอกิ รอบๆตัวพวกเรามีแต่มลพิษ นั่นก็บึงที่มีแต่สารพิษ กากเคมีทั้งหลาย นั่นหลุมขยะ คาเซะชี้ให้นาโอกิดู

อี๋ แมลงวันยักษ์ก็มีหรอเนี่ย นาดฮกิชี้ไปยังแมลงวันยักษ์ตัวยาวขนาดหนึ่งไม้บรรทัดที่กำลังจ้องมองเขาเป็นเหยื่ออันโอชะเช่นกัน

นาโอกิ ดูเหมือนมันจะชอบนายนะ คาเซะพูดมีเลศนัย

วี้ หวี่ วู้มๆๆ เสียงปีกของแมลงวันยักษ์ตรงเข้ามาทางทั้งสอง

เหวออออ นาโอกิร้องเอามอขึ้นบัง หลับตาปี๋

ฉัวะะ แพร่ดด ครึ่กๆ คาเซะหลบวิถีโจมตีของสัตว์ตัวประหลาดๆนั่นได้พลางหยิบมีดพก พลางเอามีดแทงสัตว์น่าเกลียดตัวนั้นและวาดมีดเพื่อให้ท้องของมันขาดออก สัตว์ร้ายร่วงหล่นกับพื้น

ยี้ คาเซะนายดูสิในท้องมันน่ะ นาโอกิขนลุกซู่เพราะความขยะแขยง

หนอน ตัวกำเนิดเผ่าพันธุ์ของมัน งั้นเผามันทิ้งซะ และดูซากชิ้นส่วนสัตว์และคนของMWเกลื่อนเลย นายดูสิ คาเซะชี้ให้ดูซากร่างที่มีแต่ความน่าขยะแขยง

นาโอกิ นายมองดูพวกมันสิเมื่อไม่มีอาหารก็ต้องแปรสภาพให้เข้ากับธรรมชาติ มันจึงวิวัฒนาการตัวเองเป็นแบบนี้ไง และเพราะความสกปรกทำให้มันตัวเหม็นมากๆ มีเชื่อโรค และอันตรายที่สุด อย่าไปโดนมันเลยนะนาย คาเซะปิดจมูก

เพราะความเหม็นซากแมลงวันยักษ์

มันยังมีอะไรน่าขยะแขยงกว่านี้อีกป่าวอะคาเซะ นาโอกิทำหน้าเหมือนจะอาเจียร

มีอีกเยอะเลยละ บางชนิดมันก็ผสมข้ามสายพันธุ์เดิมกลายเป็นสัตว์ชีวะเลยหละ คาเซะพูดพลางพานาโอกิเดินเข้าเขตผู้คน

หลายคนมองนาโอกิแปลกๆ อาจจะด้วยการแต่งตัวชุดนักเรียนซึ่งที่นี่ไม่มี หรือหน้าตาของนาโอกิไม่เหมือนญาติพ่อแม่พี่น้องของเขา

โอ๊ย! นี่หยุดนะ เสียงหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้นไม่ไกล

นี่แน่ะๆ ฮ่าฮ่าฮ่า คิดจะทำให้มันดีขึ้นได้รึสาวน้อย พวกอันธพาลหูดำกำลังแย่งถังใส่สิ่งปฏิกูลจากมือเธอไป

หยุดนะ! นาโอกิและคาเซะร้องห้าม

พวกเจ้าเป็นใคร กล้าขัดคำสั่งท่านมาครอสรึ ชายท่าทางกักขฬะและหูดำผู้หนึ่งในกลุ่มเอ่ยขึ้น

คำสั่งของมาครอส คำสั่งอะไรของพวกนายน่ะ นาโอกิร้องถาม

สร้างขยะ ทำลายแหล่งน้ำ เพิ่มปริมาณสารCFCในชั้นบรรยากาศ และหาทางไปยังโลกมนุษย์ เพื่อครองโลก

อะไรนะ! นาโอกิแทบไม่เชื่อหูตนเอง ใครมันจะเลวได้ขนาดนี้เนี่ย

หลีกออกไปถ้ายังไม่อยากตาย คาเซะชัดมีดออกมา

เฮ้ย! มันมีอาวุธถอยก่อน เหล่าคนพวกนั้นวิ่งหนีไป

คุณเป็นอะไรมากรึเปล่าครับ นาโอกิเอ่ยถามหญิงสาวที่กำลังนั่งเก็บกวาดสิ่งปฏิกูลที่หล่นเมื่อกี้เข้าไปในถัง

ไม่หรอก เอ๊ะ!นายนี่มันมนุษย์โลกนี่นา เมื่อเห็นนาโอกิเป็นมนุษย์โลกก็ทำเสียงเขียวใส่ทันที

ทำไมต้องมองอย่างกับผมเป็นตัวประหลาดด้วยละ นาโอกิเอ่ยถาม เพราะตั้งแต่เมื่อกี้ก็มีแต่คนจ้องมองเขาแปลกๆ

นายลองมองดูสิ่งที่โลกของนายทำกับMWสิ เธอตะโกนใส่หน้านาโอกิ

นาโอกิเงียบลงไปอึดใจ ก่อนจะพูดขึ้นว่า

ผมก็พอจะรู้มานะว่าโลกของผมทำอะไรไว้กับพวกคุณ แต่ถ้าไม่ใช่ฝีมือของมาครอสซะส่วนใหญ่มันก็คงไม่มีทางทำให้MWเป็นแบบนี้ ผมน่ะมาจากโลกก็จริง แต่ผมก็จะมาช่วยMWของคุณ!!! เพราะทั้งสองโลกเชื่อมต่อกัน มันก็เหมือนพี่-น้องไม่ใช่หรือ หญิงสาวผงะเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำของเขา

ฉันคงต้องมองนายใหม่แล้วสินะ เธอเสยผมเล็กน้อย ยิ้มออกมา

ฉันมินากิ โทโนะ หนึ่งในชาวMWขอต้อนรับนาย ในฐานะที่จะมาช่วยกอบกู้MW หญิงสาวพูดออกมาจากใจจริง

พร้อมยื่นมือออกมา

นาโอกิยื่นมือออกมาจับด้วยและกล่าวว่า

ผมอาโอกิ นาโอกิ เรียกผมนาโอกินะ

เดี๋ยวๆคุณมินากิ เมื่อกี้ว่าหนึ่งในชาวMWหรอ ผมว่าสองนะ คาเซะรีบเอามือลงมาแปะลงบนมือของทั้งคู่ที่จับกันไว้

เอาหละคราวนี้เราก็คงเป็นสหายร่วมอุดมการกันแล้วนะ คาเซะยิ้มร่าเริง

ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ เสียงหัวเราะของทั้งสามกังวานดั่งระฆังแก้วใบใหญ่ฟังแล้วสดชื่นสดใส

งั้น..ตอนนี้พวกนายต้องการทำอะไรต่อไปเกี่ยวกับเรื่องนี้ มินากิหญิงสาวคนเดียวของกลุ่มเอ่ยถามเมื่อทั้งสามเดินเคียงกันไป ดูทั้งสามจะสนิทกันอย่างรวดเร็ว อาจเป็นเพราะอุดมการที่มีเหมือนๆกัน

หาที่พักก่อนแล้วก็ค่อยคิดแหละ นาโอกิพูดอย่างท้อๆ ที่นี่จะมีที่พักให้เขารึเปล่าหนอ

งั้นก็วางใจได้เลย บ้านฉันไง หญิงสาวกล่าวพลางชี้ไปข้างหน้า เห็นบ้านเล็กๆซึ่งดูเหมือนกระท่อมคนแคระที่นาโอกิเคยดูตอนเด็กซะมากกว่า

เมื่อทั้งสามเข้ามาในบ้านของมินากิแล้วนาโอกิฉุกคิดขึ้นมาได้จึงเอ่ยถามว่า

มินากิอยู่คนเดียวหรอ

อืม

แล้วพ่อกับแม่เธอ

พวกท่านเสียไปแล้วละ เพราะมาครอส พวกท่านถูกเกณฑ์ไปเป็นลูกน้องของมาครอสพอขัดขืนก็โดนทรมาน ไปโดนฝนกรดเอย ดินกรดเอย บึงพิษเอย ทนพิษบาดแผลไม่ไหวน่ะ มินากิหันหลังพยายามกลั้นน้ำตา

อย่าเสียใจไปเลยนะ อย่างน้อยพ่อแม่ของเธอก็ยังรู้ถูกรู้ผิดกว่าไอ้มาครอส คาเซะปลอบ

อื้อ

นาโอกิเล่าเรื่องของนาโอกิให้ชั้นฟังทีสิ ที่โลกของนายเป็นยังไงบ้าง

เอาสิ นาโอกิตอบตกลง คาเซะและมินากิทำท่าตั้งใจฟัง

ชั้นน่ะ ตอนแรกก็ไม่ได้คิดว่าจะได้มาที่นี่หรอกนะ วันๆก็ใช้ชีวิตนักเรียนมัธยมปลายไปเรื่อยๆไม่มีจุดหมายของชีวิต สภาพบ้านเมืองที่มีแต่การแก่งแย่งกัน มันก็สมควรละนะ การจ้างงานในอัตราที่น้อยทำให้คนดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง ถ้าเปรียบก็คงจะเหมือนเจ้ามาครอสในตอนนี้น่ะนะ ชาวบ้านได้รับการศึกษาน้อย คงจะคิดว่าไม่มีอะไร เวลาซักผ้าก็ปล่อยน้ำเสีย ปล่อยน้ำทิ้ง ขับถ่าย ทิ้งขยะลงในแหล่งน้ำ โรงงานที่ไม่ยอมทำท่อบำบัดน้ำเสียก็ปล่อยกากเคมี สารเคมีเหลือทิ้ง น้ำเสียลงไปในแหล่งน้ำ ในทะเลบางทีเรืออับปางก็มักจะมีคราบน้ำมันลอยเหนือน้ำ เหล่านี้มันก็ทำให้เกิดมลภาวะทางน้ำ

ใช่ ในขณะที่มีน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมของโสโครกจากระบบนิเวศบนบกจะถูกระบายลงสู่แหล่งน้ำมากขึ้น ก็เกิดมลภาวะทางน้ำ พวกนายก็คงรู้ว่าน้ำเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ ทั้งในน้ำและบนบก จากที่นาโอกิบอกมา สัตว์น้ำคงตายเกลื่อนเลยสิแถวนั้น สัตว์บกก็คงจะกินน้ำในแหล่งน้ำไม่ได้ คาเซะกล่าวอย่างเศร้าสลด

แล้วผลกระทบมันก็เกิดกับMWหนักเลยนะนาโอกิ แก้ไขกันไม่หยุดหย่อน เฮ้อ! เหนื่อย มินากิกล่าวอย่างอ่อนแรง

วิธีแก้น่ะ เราก็ต้องเริ่มจากต้นเหตุคือการทิ้งสิ่งปฏิกูลสิ่งแปลกปลอมลงในน้ำต้องหยุดให้หมด และบำบัดน้ำโดยการเก็บขยะกับสิ่งปฏิกูลทั้งหลายไปทำลาย สร้างออกซิเจนในน้ำ เพาะพันธุ์สัตว์น้ำและปล่อยกลับสู่แหล่งน้ำเพื่อใช้ชีวิตตามธรรมชาติ ฉันชอบปลานะ นาโอกิ คาเซะ พวกเธอว่าไงล่ะ มินากิกล่าวถาม นาโอกิและคาเซะพยักหน้าหงึกๆรับ

เออ พวกนายเคยได้ยินเกี่ยวกับที่คนชอบเอาโฟมเอาพลาสติกไปฝังดินไหม พวกปุ๋ยเคมีด้วยน่ะ นาโอกิทำท่าตื่นเต้น

ฉันเคยขุดเจอนะของพวกนั้น คงมาจากโลกนายอีกละสิ ไหนเล่าให้ฟังทีนาโอกิ มินากิพูดอย่างดุๆนิดๆ ท่าทางของมินากิดูเหมือนคนเก็บขยะมากกว่าหญิงสาวน่ารักไปแล้ว

พวกนายก็น่าจะรู้นะ โฟม พลาสติก เป็นวัสดุสังเคราะห์ ซึ่งตอนเราเผาโฟมหรือพลาสติก จะเกิดสารCFCซึ่งลอยไปสู้ชั้นบรรยากาศและทำลายโอโซน โลกจะร้อนขึ้น เกิดปรากฏการณ์ Greenhouse Effectหรือ เรือนกระจกน่ะ แล้วพอบางคนรู้ก็เลยคิดว่าใหเมันย่อยสลายไปกับดินจะดีกว่า แต่คิดถนัดเลยหละ กว่าจะย่อยได้ใช้เวลาหลายร้อยปีเลยนะ เพราะมันไม่ใช่สารอินทรีย์น่ะ เผลอๆทำให้ดินแถบนั้นเสียแร่ธาตุไปหมดเลยก็ได้ คาเซะอธิบาย

ฉันก็กลัวจะเกิดอันตราย ฉันก็ขุดเอามาเพื่อไปทิ้งไกลๆเหมือนกันนะ มินากิพูดขึ้นอย่างภูมิใจนิดๆ

งั้นไอ้ถึงพวกนั้นก็. คาเซะเอ่ยถาม

ถูกต้องนะคะ!!! ใช่แล้วถังใส่เศษขยะแล้วก็พวกสิ่งปฏิกูลนั่นหละ พูดพลางมินากิยืดตัวอีกเล็กน้อย

เราจะแก้มันยังไงล่ะเนี่ย มินากิเอ่ยขึ้น

ง่ายๆเลยนะ เลิกฝังอะไรก็ตามที่ไม่ใช่ประโยชน์ลงในดิน ขุดเอาสิ่งสกปรก ขยะขึ้นมาจากดินให้หมดนะ ปลูกต้นไม้ทดแทนด้วย เพราะจะช่วยฟอกอากาศให้พวกเราด้วยไง เศษอาหารที่เรากินเหลือน่ะ เอามาทำปุ๋ยหมัก มูลสัตว์ต่างๆก็เอามาทำได้นะ มันมีวิธีทำปุ๋ยหมักอยู่แหละ ฉันลืมไปแล้ว แต่จำได้ว่ากลิ่นของมันจะเหม็นๆมากเลยนะ เออลืมสิ่งสำคัญไปเลย ห้ามทำไร่เลื่อนลอย เผาป่า ใช้ยาฆ่าแมลง ไอ้ที่สำคัญที่สุดน่ะ ปุ๋ยเคมีน่ะตัวการทำมลพิษในดินเลยพวกนายรู้ไหม นาโอกิถาม คาเซะและมินากิ ไม่รู้จักปุ๋ยเคมีก็ส่ายหน้า

ปุ๋ยเคมี มันใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์สร้างขึ้นสามารถทำให้พืชเจริญเติบโตได้เร็วแต่สร้างปัญหาที่ดินน่ะ แร่ธาตุในดินจะถูกใช้ไปเร็วมาก ทำให้ดินเป็นกรด-ด่างมากเกินไปปลูกอะไรไม่ได้อีก

มนุษย์โลกนี่ร้ายจริง!!! สรรหาวิธีการบ้าๆมาใช้ โอ๊ยยยย! คาเซะและมินากิกรีดร้องสุดเสียง

นั่นสิ นาโอกิพลางส่ายหน้าไปกับเค้าด้วย (ตัวเองเป็นมนุาย์โลก โดนด่าแล้วยังไปสนับสนุนเค้าอีกนะ = =)

และยังมลภาวะทางอากาศอีกนะ ฉันละเบื่อมากๆเลยละ เหม็น หายใจติดขัดไปหมด นาโอกิทำหน้าเบื่อหน่าย

ก็ทุกวันเช้า-เย็น ฉันเดินไปตามถนน มันก็มีรถราใช่ไหม แล้วน้ำมันที่ผลาญๆกันไปน่ะพวกนายรู้ไหมมันใกล้หมดโลกของฉันแล้วนะ แล้วน้ำมันน่พเครื่องยนต์มันเผาไหม้ไม่หมด ทำให้เกิดควันที่มันเป็นสารพิษขึ้นมา คาร์บอนมอนนอกไซด์นะถ้าจำไม่ผิด ทำให้ปอดคนสกปรก แถมทำลายโอโซนอีกนะเนี่ย ฉันละเบื่อ นาโอกิทำหน้าซังกะตาย

เมื่อก่อนนี้ซัก2-3ปีน้ำมันเพิ่งจะหมดไปเองละ คาเซะกล่าวอย่างอ่อนล้า

แล้วเราจะแก้ไขปัญหาต่างๆพวกนี้กันยังไงล่ะ นาโอกิถามเพราะเขาเองก็อยากให้โลกสะอาดเหมือนกัน

ประหยัดสิ บางอย่างก็ใช้แต่ที่จำเป็น นาโอกิสงสัยนายจะใช้ทรัพยากรฟุ่มเฟือยมากไปรึเปล่า มินากิพูดอย่างฉุนๆดวงตาตาทะเล้นๆดูมีเสน่ห์ในสายตาของนาโอกิ

พวกเราต้องไม่สร้างมลภาวะไปมากกว่านี้ ไม่ทำสิ่งที่มันจะไปทำลายโอโซนได้ ไอ้ควันจากโรงงานน่ะ คงต้องกรองกันหน่อยแล้ว รถก็เปลี่ยนมาใช้พลังงานแสงอาทิตยืเพื่อประหยัดและลดมลภาวะ แถมน้ำมันจะได้ไม่หมดโลกด้วยไงคาเซะกล่าวต่อจากมินากิ

ช่างเถอะมันผ่านไปแล้ว ตอนนี้เรามาช่วยกันหาแก้ไขดีกว่า คาเซะกล่าวในที่สุด

มินากิคงรู้เรื่องทางเชื่อมแล้วใช่ไหม นาโอกิเอ่ยถาม เพราะหวังว่าตนเองจะไม่ใช่คนที่เพิ่งรู้อย่างเดียว

ฉันน่ะรู้ก่อนนายอีก คำนั้นของมินากิทำเอานาโอกิซึมไปถนัด

มินากิเล่าเกี่ยวกับที่นี่ในสมัยก่อนให้ฉันฟังมั่งสิ นาโอกิส่งสายตาอ้อนวอนสุดฤทธิ์

ใช่สินะ ลืมไป แต่จริงๆนายไม่ถามฉันก็ต้องเล่าให้ฟังอยู่แล้วละ มินากิยิ้มอ่อนโยน

ในสมัยก่อน MWไม่ได้เสื่อมโทรมขนาดนี้หรอกนะนาโอกิ สมัยก่อนที่นี่อุดมสมบูรณ์ ป่าเป็นป่า น้ำเป็นน้ำ ลมเป็นลม แต่ก็อาจมาจากสาเหตุที่ว่าโลกของเธอ แบกรับมลภาวะต่างๆไม่ไหวจึงเกิดทางเชื่อมมาสู่โลกคู่ขนานอย่างMW แต่ถึงกระนั้น พวกเราก็เตรียมตัวรับมือทัน พวกเรามีวิธีกรองน้ำ กรองมลพิษ ทำลายสิ่งปฏิกูลอย่างถูกวิธี

แต่พอมาครอสมาทุกสิ่งทุกอย่างก็พลันเปลี่ยนจากที่แย่นิดหน่อยกลายเป็นเหมือนปัจจุบัน มันเหมือนกลายเป็นยุคมืดไปแล้ว ทางที่จะแก้ไขได้มันก็อาจจะมี ถ้าเรากำจัดมาครอสได้ โรงงานผลิตมลพิษของมาครอส และค่อยๆกอบกู้MWอย่างถูกวิธีต่อไป การปลูกจิตสำนึกให้ทุกคนในMWและโลกของนาย แบบนั้นหละ แต่ฉันคงได้แต่ฝันละนะ มันคงเป็นจริงไม่ได้หรอก มินากิทำหน้าเศร้า พลางคิดถึงพ่อกับแม่ของเธอเองที่ต้องสังเวยชีวิตให้กับมาครอส

มันต้องทำได้สิมินากิ! ฉันมั่นใจ ฉันอะเอาความฝันของเธอมาทำเป็นความจริงให้ได้ เพื่อโลกและMWที่น่าอยู่ขึ้น

เอ้อ.. ปกติฉันทำอะไรไม่ค่อยเป็นชิ้นเป็นอัน แต่ถ้าเพื่อมินากิฉันอาจทำสำเร็จก็ได้นะ นาโอกิกล่าวอย่างเขินๆ เอามือเกาท้ายทอย แกรกๆ

เฮ้! นาโอกิ เจอกันไม่ทันข้ามวันคิดจะจีบสาวซะแล้วเหรอ ฮ่ะ ฮ่ะ พอโดนคาเซะเหน็บแนมทั้งคู่ก็หน้าแดงซ่านด้วยความอาย

เฮ้ อย่ามัวแต่เขินกัน เอาแต่เขินเมื่อไหร่จะเริ่มงานล่ะ ไม่เริ่มงานก็ไม่มีคำว่างานเสร็จหรอกนะ

นั่นสินะ แล้วเราจะทำอะไรกันก่อนล่ะ มินากิเก็บขยะ หรือกู้MW นาโอกิลองถามหยั่งเสียง

เราจะมัวช้าไม่ได้ ต้องทำสองอย่างพร้อมๆกันนั่นละนาโอกิ เริ่มจาก บำบัดบึงเหม็นเน่าแถบตะวันตก ที่เป็นแหล่งน้ำเสียของที่นี่ และกอบกู้ธรรมชาติแถวๆนี้คืนมาและเริ่มต้นงานค้นหาทางเชื่อมต่อไปพลางๆด้วย

งั้นฉันก็จะเรียกงานของพวกเราครั้งนี้ว่า กอบกู้MWนะ คาเซะผู้ซึ่งดูเป็นผู้ใหญ่สุดในกลุ่มกล่าวขึ้น

อื้อ นาโอกิและมินากิร้องขึ้นพร้อมกัน

เอาละงั้นเรามาแบ่งงานกันตามความถนัดเลยนะ แนขอไปจัดการเกี่ยวกับอากาศ คาเซะนำ

งั้นขอไปบำบัดน้ำนะ มินากิเลือกต่อ

ไม่มีทางเลือกสินะเรา แหะๆ งั้นฉันเอาพรวนดินละกัน ก็มันถนัดนี่นานาโอกิไม่มีทางเลือก แต่สิ่งที่ได้รับมอบหมายเขาก็ถนัดมิใช่น้อย

จากนั้นทั้งสามก็พักทานอาหารฝีมือมินากิซึ่งบอกได้เลยว่าอร่อยมากๆ พอได้รับคำชมมินากิก็ถึงกับยิ้มแป้นคะยั้นคะยอให้กินอีกจนเกือบไม่ได้ทำงานเพราะอิ่มจนจุก

ทางคาเซะ ได้ออกไปทางภูเขาไฟสูงๆ นำวัสดุต่างๆจากธรรมชาติมาสร้างเป็นเครื่องสร้างโอโซนจากธรรมชาติ ที่ต้องสร้างห่างจากผู้คนก็เพราะโอโซนเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต แต่มันสามารถช่วยป้องกันแสงแดด ป้องกันปรากฏการณ์ธรรมชาติเช่นGreenhouse Effectได้ คาเซะยังคงสร้างเครื่องสร้างโอโซนไปเรื่อยๆ

ฮ้า เสร็จซะที เครื่องสร้างโอโซน100เครื่อง เอาละต้องกั้นเขตแถวๆนี้ซะแล้วเดี๋ยวมีคนมาจะอันตราย โอโซนยิ่งทำให้เกิดอันตรายอยู่ด้วย

คาเซะสร้างป้อมปราการจากหินเพื่อกั้นเครื่องสร้างโอโซนจากผู้คน

ทีนี้ก็เหลืออีกเพียงอย่างเดียว ต้องสร้างสิ่งนั้น คาเซะแอบสร้างอะไรอีกอย่างอยู่เงียบๆ

ทางด้านมินากิจังสาวน้อยคนเดียวในทีม ค่อยตักกากเคมี สารพิษ ขยะ สิ่งปฏิกูลออกจากแหล่งน้ำจนหมด และบำบัดน้ำเสียโดยการสร้างเครื่องตีน้ำเพื่อให้เกิด ออกซิเจน เมื่อเกิดออกซิเจนแล้วน้ำก็จะไม่เสีย และยังสร้างทางปิดกั้นสารเคมีจากโรงงานของมาครอสและน้ำเสียจากที่ต่างๆ

ทีนี้ก็เรียบร้อย ส่งน้ำไปทางนาโอกิได้รึยังน้า

นาโอกิส่งน้ำให้ได้รึยังจ๊ะ มินากิเดินมาถามนาโอกิที่กำลังขุดเอาขยะ พลาสติก โฟม สิ่งที่จะทำให้ดินเสียออกมา

คงยังนะมินากิ แต่ขอแรงเอากากอาหารหรืออะไรที่ทำปุ๋ยหมักได้ไปตากให้ฉันหน่อยนะ

อื้อๆ มินากิจังเดินกลับไปทำตามที่นาโอกิขอ

น่ารักจัง นาโอกิคิดอยู่ในใจ เขาเริ่มรู้สึกชอบมินากิขึ้นมาแล้ว

เท่านี้พงพอมั้ง นาโอกิจะทำปุ๋ยหมักไปทำนะ? มินากิรำพึงกับตนเอง

ได้เวลาสำหรับสิ่งนั้นแล้วสินะ หุหุ มินากิยิ้มน่ารักแล้วกลับเข้าไปทำงานลึกลับบางอย่างเช่นเดียวกับคาเซะ

ทางด้านนาโอกิที่เอาสิ่งร้ายๆออกมาจากดินหมดแล้ว เขาก็ไปนำวัสดุทำปุ๋ยหมักที่ฝากมินากิทำมาพรวนดินไปพร้อมๆกับพรมน้ำ และโปรยอะไรบางอย่างลงไปเป็นหย่อมๆบ้าง บางทีก็โปรยไปอันเดียว

ทีนี้ก็ต้องแบบนี้ นาโอกิเดินทางไปสู่ลานกว้างสร้างเครื่องบีบอัดขึ้น และบีบอัดโฟม พลาสติก ขยะทั้งหมดจนเล็กมากๆแล้วบรรจุลงกล่องอะไรสักอย่าง นาโอกิเลือกดินเสียๆมาอุดปากบ่อที่เป็นบ่อพิษจนมิด เพื่อไม่ให้มีใครเป็นอันตรายจากไอพิษ

นาโอกิขยายพื้นที่ให้มีแต่ดิน ดิน และดิน เขาปลูกถั่ว และพรวนดินกลบลงไปเพื่อให้แร่ธาตุจากถั่ว นาโอกิโปรยอะไรบางอย่างลงบนพื้นที่ๆมีแต่ดินของเขาอีกแล้ว

อ้าไอ้นั่นคงใช้ได้แล้ว เรียกคาเซะกับมินากิมาดีกว่า อิอิ นาโอกิยิ้มแป้นวิ่งไปทางบ้านของทั้งสาม

เฮ้ คาเซะ มินากิมาดูนี่สิ แฮ่กๆๆ นาโอกิหอบเหมือนหมาหอบแดดจากการวิ่งมา

ไหนๆ นาโอกิมีเรื่องอะไรอย่างนั้นหรอ คาเซะและมินากิวิ่งมาพร้อมกันอย่างตื่นตระหนก

มานี่ๆ นาโอกิจูงมือของทั้งสองตามหลังของเขาไป

พวกนายดูนี่นะแล้วบอกสิว่ามันเป็นไปแล้ว นาโอกิ มีสีหน้าดีใจสุดขีด

เฮ้ย! มันเป็นไปได้ยังไงกับที่ๆเสื่อมโทรมแบบนี้ คาเซะอุทาน

เย้! มินากิจังดีใจจนโดดตัวลอยกอดกับนาโอกิแน่น จนฝ่ายชายหน้าแดงโดยที่หญิงสาวไม่รู้ตัวว่าทำอะไรอยู่กับนาโอกิ

หนักนะ มินากิจัง นาโอกิเตือนก่อนที่ตัวเองจะล้มเพราะน้ำหนักของมินากิแม้ไม่มากแต่บวกกับความอ่อนล้าของกล้ามเนิ้อของนาโอกิจะทำให้ทั้งคู่ล้มลงไปได้

อ๊ะ ขอโทษๆ อึ้บบ มินากิกระโดดลงมาจากตัวนาโอกิ สายตากลับไปจ้องมองสิ่งที่นาโอกิคิดว่าไม่น่าจะเกิดขึ้นมาได้

ต้นกล้าต้นเล็กๆที่เพิ่งจะแตกยอดอ่อนโผล่พ้นดินมาเล็กน้อยนั่นเอง เพียงเท่านี้มันก็ทำให้ความเหนื่อยทั้งหลายหายไปจากจิตใจของทั้งสามไม่น้อยเลย

นี่คาเซะ มินากิ ฉันมีของจะอวดอีกอย่าง นาโอกิชูกล่องเล็กๆซึ่งใส่โฟมกับพลาสติกที่บีบอัดจนเล็กแล้วให้ทั้งสองคนดู

และดูนี่ นาโอกินำกล่องใบนั้นบรรจุลงในเครื่องยิงจรวดอันจิ๋ว

นี่เป็นเม็ดพลาสติกและโฟมกับสิ่งปฏิกูลที่นาโอกิบีบอัดจนเล็กเหลือไม่ถึงปลายนิ้วก้อยน่ะเหรอ นิมากิ เอ่ยด้วยความทึ่งในฝีมือของนาโอกิ

ถูกต้อง นาโอกิยืดอกอย่างภูมิใจ

และนี่เป็นเครื่องยิงจรวดที่จะส่งไอ้ของพวกนี้ไปสลายตัวในอวกาศ นาโอกิเอ่ยต่อไป

ฉันว่านายคือผู้รักษาตัวจริงอย่างไม่ต้องสงสัยเลยนะนาโอกิ คาเซะชมเปาะ

แหมๆไม่ถึงขนาดนั้น พวกนายชมเกินไป เครื่องสร้างโอโซนกับเครื่องบำบัดน้ำของพวกนายน่ะสุดยอดเลย นาโอกิชมบ้าง

เอาละ เรามายิงจรวดนี่กันดีกว่า มินากิอยากยิงจรวดเต็มแก่แล้ว จึงรีบคะยั้นคะยอ

นับนะ 3 2 1

ยิง! นาโอกิตะโกน

ฟุ่บบ ด้วยความเร็วเสียง ในพริบตากล่องนั่นก็ถูกยิงขึ้นฟ้าด้วยเชื่อเพลิงที่นาโอกิคิดขึ้นมาเช่นกัน

ความฝันที่จะกอบกู้MWของพวกเราก็เริ่มเห็นแสงสว่างแล้วนะ คาเซะกล่าวขึ้นเบาๆพลางล้วงไปในกระเป๋าเสื้อ

นาโอกิ มินากิ ฉันมีอะไรจะอวดแหละ แต่นแต้น คาเซะชูสิ่งที่ดูคล้ายนาฬิกาโบราณขึ้นมา

เครื่องค้นหาทางเชื่อมต่อ คาเซะกล่าวอย่างภูมิใจ

เราจะพบทางเชื่อมได้เพราะเจ้าเครื่องนี่แหละนาโอกิ คาเซะกล่าวพลางค่อยๆสอนวิธีใช้เครื่องให้อีกสองคนฟัง

ฉันก็มีนี่ พูดพลางมินากิโชว์ มีดโค้งยาว หน้าไม้ และดาบใหญ่ที่สร้างอย่างปราณีตขึ้นมา

ฉันแค่ลองสร้างจากตำราน่ะ ก็คิดว่าน่าจะเอาไปสู้รบปรมมือกับมาครอสได้บ้าง อาจจะช่วยอะไรได้นิดหน่อยนะ มินากิยิ้มอายๆ

เยี่ยม! ดีกว่ามีดอันเก่าของฉันอีก ถนัดกว่าด้วย ขอบใจนะมินากิคาเซะแกว่งมีดเพื่อซ้อมพลางกล่าวขอบคุณเป็นการใหญ่

แล้วนายละนาโอกิอยากได้ชิ้นไหน มินากิเอ่ยถามเบาๆ

ฉันเป็นผู้ชายขอดาบละกันนะมินากิ ว้าวน้ำหนักพอเหมาะกับมือฉันเลยอ้ะ นาโอกิร้องอย่างดีใจ

งั้นของชั้นก็อันนี้ พลางติดหน้าไม้ไว้ที่กับที่ล็อคตรงสนับแขน

ที่นี้ก็ออกเดินทางไปหาทางเชื่อมต่อและหยุดยั้งแผนการร้ายๆของมาครอสได้แล้วสินะ นาโอกิวาดดาบไปมาบนอากาศเพื่อฝึกความเคยชิน

คาเซะ เราจะเดินทางกันวันไหนน่ะ นาโอกิเอ่ยถามในคืนวันหนึ่ง

ตอนนี้เราต้องเตรียมเสบียง นาโอกิเก็บพืชผักที่นายปลูกมาเป้นเสบียงนะ มินากิ เตรียมน้ำไว้สำหรับการเดินทางด้วยนะ ฉันจะไปเตรียมสัมภาระของพวกเราเอง อีกซักอาทิตย์นึงเราออกเดินทางกัน คาเซะกล่าว

สัปดาห์ต่อมาทั้งสามออกเดินทางเพื่อตามหาทางเชื่อมต่อระหว่างโลกและMW ด้วยเครื่องค้นหาของคาเซะ

ปี๊บบๆ เครื่องส่งเสียงเมื่อทั้งสามเดินเข้าใกล้ถ้ำมืดๆแห่งหนึ่ง หลังน้าตกที่มีแต่น้ำเน่าๆ ของอีกเมืองหนึ่ง

คงต้องลองเข้าไปสำรวจกันดูแล้วละ คาเซะกล่าว

ทั้งสามจุดคบเพลิงค่อยๆเข้าไปสำรวจภายใน เสียงของเครื่องยิ่งดังขึ้นๆ พร้อมกับกลิ่นเน่าเหม็น ที่มากขึ้นด้วย

นี่มันคราบอะไรที่พื้นน่ะ อี๋! มินากอิร้องขึ้น

ร่องรอยแบบนี้แสดงว่าต้องมีคนมาถึงก่อนพวกเรา มาครอสแน่ๆ นาโอกิพูดขึ้นอย่างขัดใจที่ไมได้มาถึงก่อน

ใครน่ะ เสียงหนึ่งถามออกมา เป็นเสียงที่แหบห้าวดูเหมือนคนแก่สัก200ปี

เจ้าของเสียงนั่นมีหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวที่สุด เนื้อหนังไม่มี มีเพียง สารเคมีเยิ้มๆก่อตัวเป็นรูปพอให้รู้ได้ว่านี่คือ ปีศาจ ร่างอันใหญ่โตและน่าขยะแขยงจ้องเขม็งมาทางทั้งสาม

มาครอสละมือจากการกำลังพยายามขยายทางเชื่อมต่อไปสู่โลก ทางเชื่อมต่อมีแสงสีเงินๆจางๆ ดูน่าค้นหา สำหรับมันยิ่ง

โธ่ไม่ทันแล้วรึเนี่ย มินากิกล่าวอย่างหมดกำลังใจ

มาครอส วันนี้เป็นวันตายของแก นาโอกิ.ตะโกนใส่ปีศาจมาครอสซึ่งกำลังพยายามขยายทางเชื่อมต่อเพื่อแทรกตัวเข้าไป เพื่อที่จะไปยึดครองโลก

แกคิดจะทำไรน่ะ มาครอส นาโอกิเอ่ยขึ้น

จะตายแล้วยังสู่รู้อีกนะไอ้ตัวเปี๊ยก มาครอสพูดด้วยเสียงอันดัง ราวกับจะท้าสู้กับคนเหล่านี้

มาครอสแกทำร้ายธรรมชาติไว้ก็มากพอแล้วววว หายไปซะ นาโอกิวิ่งไปพลางชักดาบจะเข้าไปฟันมาครอส

เอาละนะเริ่มตามแผนเลยมินากิ คาเซะ นาโอกิตะโกนไปด้านหลังของเขาเพียงแต่ไม่ได้หันไปมอง

เคร้งง ดาบของนาโอกิติดอยู่ๆกับนิ้วมือที่มีเล็บยาวของมาครอสปัดป้องเอาดาของนาดอกิออกไปพ้นได้

ในขณะนั้นมินากิและคาเซะก็ วุ่นวายกับการกำจัดลูกน้องแก๊งค์ของมาครอส ซึ่งมีเป็นฝูง เมื่อจัดการหมดแล้ว จึงตามไปสมทบกับนาโอกิ

เตรียมใจตายได้เลยเด็กๆ แซ่ดๆ มาครอสยิงพลังออกจากนิ้วมืออีกข้าง

เคร้งๆ ฉึกๆ ฉัวะๆ ทั้งสามต่อกรกับมาครอสเป็นพัลวัน

ฉัวะะ มินากิเสียท่าถูกมือข้างที่มีใบเล็บยาวของมาครอสแทงทะลุอก

ไม่น้าาา มินากิ! นาโอกิตะโกนก้องพร้อมๆกับที่คาเซะหันหลังกลับมาเห็นมินากิสิ้นใจ

แกกก มาครอสส ตายซะ จงกลับไปเป็นสารเคมีตายซากเถอะะะ คาเซะบ้าคลั่ง พอๆกับนาโอกิที่เสียมินากิไป

เปล่าประโยชน์น่า ข้าไม่ได้มีเลือดเนื้อแบบพวกเจ้านะ ถึงจะมาโดนพวกเจ้าฟันเล่นง่ายดายแบบนี้ มาครอสมีน้ำโห

ตายซะ!เจ้าพวกผู้รักษา มาครอสประกาศก้อง

ปริ๊ด เสียงน้ำเหลวๆเหนียวๆถูกขับออกมาจากแขนของเจ้าปีศาจ และกลายเป็นดาบเล่มโตสีดำทะมึน

คืนโลกที่มีตแต่ความผาสุข คืนโลกที่มีมินากิมาน้าาา!นาโอกิตะโกน พลางกระโดดเข้าใส่มาครอส

ผัวะะ ด้วยแรงปะทะอันหนักหน่วงนาโอกิกระเด็นลอยไปกระทบกับผนังถ้ำ

ฮึ้ยย ฟัน.แหลกย่ะห์ คาเซะกระหน่ำรัวมีดใส่มาครอสหวังให้ร่างของมาครอสแยกออก

วืดด ร่างกายของเจ้าปีศาจที่แบะออกสามารถกลับสภาพเดิมได้.

ฉึกก อ๊าคคค คาเซะและนาโอกิถูกนิ้วที่มีเล็บยาวและดำทะมึนแข็งแรงของมาครอสแทงละลุหัวใจทั้งคู่

ทั้งๆที่คิดจะกอบกู้MW แต่ก็ทำไม่ได้เลย ขอให้ธรรมชาติพาคนที่เก่งกว่าเรามาทีเถิด ความคิดสุดท้ายของนาโอกิมีเพียงนั้น

ช่วยด้วย

ตุบบ ร่างไร้วิญญาณของคาเซะและนาโอกิถูกสลัดลงพื้น

การต่อสู้ครั้งนี้แม้นาโอกิจะสู้จนสุดความสามารถมันก็ไม่ได้ช่วยให้เกิดอะไรดีขึ้นมา เหมือนแมงเม่าบินเข้ากองไฟชัดๆ

ในตอนนี้ปีศาจมาครอสก็ผ่านทางเชื่อมต่อมายังโลกแล้ว อีกไม่นานแล้ว โลกดาวดวงเดียวที่มีสิ่งมีชีวิตอยู่กำลังจะดสื่อมโทรมและดับสลายไปเหมือนMW

ในตอนนั้นเองเครื่องคอมพิวเตอร์ในห้องของนาโอกิที่ปิดตัวเองไปแล้วก็เปิดขึ้นมาอีกครั้งมีข้อความเขียนไว้ว่า.

Save The World

อาโอกิ นาโอกิ คาเซะ และ มินากิ โทโนะ พวดเขาสามคนถึงรุ้ว่าตนเองจะทำอะไรเพื่อโลกได้ไม่มากนัด แต่ก็พยายามทำเพื่อเปลี่ยนแปลงMirrorWorldไปในทางที่ดี และพยายามสกัดกั้นไม่ให้โลกถูกทำลายจนตัวตาย แล้วคุณล่ะ คิดจะปกป้องโลกของคุณหรือยัง*~


edit @ 2005/04/27 15:49:56