2005/Apr/27

ฟิคล่าสุดที่ลงบอร์ดไปครับ ^^

ชื่อเรื่อง :[FIC]เดี่ยวพิพากษา
ประเภท : เศร้า ซึ้ง ต่อสู้
ช่วงเวลา : ภาคสี่
เรื่องย่อ : โปรเจคเดี่ยวงานที่สอง คาโลออกมารับงาน เดี่ยวพิพากษา

***************************

"" ชายหนุ่มผู้มีเรือนผมสีเงินที่ยืนอยู่บนเวทียังเงียบอยู่ ทั้งๆที่รายการของเขาเริ่มไปตั้งห้านาทีแล้ว

"คาโล คาโล เฮ้ยๆ" คิลกระซิบเรียกจากหลังเวที ทำให้คาโลหันไปมอง

"เดี่ยวของนายมันเริ่มแล้วนะ เมื่อไหร่จะเริ่มซักที ผู้ชมของนายหนาวจะตายอยู่แล้ว"

"อืม" คาโลพยักหน้ารับและหันกลับมายังผู้ชมของเขา ที่มีแต่บรรดาสาวๆป้อมอื่นและรุ่นพี่รุ่นน้องป้อมอัศวิน

"สวัสดี ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน ผม คาโล วาเนบลี ปริ้นซ์ ออฟ คาโนวาล" สิ้นเสียง สาวๆทั้งหลายก็กรี๊ดกร๊าดกับมาดน้ำแข็งที่เขาส่งไปให้จนต้องเอามือปิดหูกันทีเดียว

"การที่ผมมาพูดในครั้งนี้ ก็เพราะว่า" แล้วเขาก็เล่าเหตุผลที่ไร้สาระที่สุดในชีวิตออกมา

"นะนะ คาโลนะ ที่ฉันไปจัดเดี่ยวผ่าปฐพีโดยไม่บอกนายน่ะฉันขอโทษ มันก็แค่เอาเรื่องของเราไปเผาเล่นแค่นั้นเอง"

" เรา เหรอ นายเผาฉันซะยับเยิน ฮึ ดีแต่สร้างความวุ่นวาย"

"น่าขอโทษ แต่คนดูเค้าอยากจะเห็นเดี่ยวพิพากษาน่ะนะ ช่วยทีเถอะ บัตรก็ขายหมดไปแล้วด้วย"

ให้ตาย บัตรขายหมดตั้งแต่เขายังไม่รู้เรื่องเดี่ยวบ้าๆนี่ แต่แล้ว

รอยยิ้มเย็นปรากฏขึ้นบนใบหน้างาม

"ได้สิ แล้วนายจะรู้ว่าเวลาที่นายโดนเผาน่ะ มันทรมาน"

"ก็เพราะเหตุนี้ วันนี้ผมจึงต้องมายืนอยู่บนเวทีนี้ มาระบายความอัดอั้นที่มีต่อ เธอ เฟลิโอน่า เกรเดเวล ปริ้นเซส ออฟบารามอส และ เดมอส" คนมาดขรึมยังคงเล่าต่อไป สตรีเพศทั้งหลายที่นั่งฟังก็เคลิ้มไปกับจังหวะจะโคนของน้ำเสียงที่ถูกส่งออกมาจากเจ้าชายสุดหล่อราวกับพวกเธอต้องมนตร์ของพ่อมดแห่งคาโนวาลคนนี้เสียแล้ว

ภาพของนายมาดัส เดอเบอโรว์ยอดนักตุ๋นที่ล้มลงกับพื้น เลือดสีแดงฉานนองเต็ม โดยที่มีเพียงร่างที่ไร้ศีรษะ
และภาพผู้หญิงที่เขาสาบานกับตนเองว่ารักเธอหมดใจร้องไห้น้ำตานองหน้า เป็นภาพเหตุการณ์น่าสะพรึงที่ชวนให้ตกอยู่ในภวังค์ราวต้องมนตร์ของใครบางคนที่เพียรก่อ หากแต่มนตร์นั้นก็พลันสลาย เมื่อเสียงเรียกดาบใหญ่ดังขึ้น

"ผ่าปฐพี!"

ชักไม่ได้การ หมอนั่นเอาจริง! คทาเดมอสด้ามยาวบัดนี้อยู่ในมือของเราแล้ว จะทำยังไงดี ทำยังไงดี ทางหนึ่งก็เสด็จพ่อ ทางหนึ่งก็เธอคนนั้น

แต่เขาก็ต้องรีบตัดสินใจเลือกเสด็จพ่อ เมื่อเสียงนั้นประกาศก้อง

"แก ตาย!"

เปรี้ยง!

โอ ยังทัน เสด็จพ่อทรงไม่เป็นอันตราย ไอซ์วอลล์ถูกสร้างทันเวลา แต่ดาบใหญ่บัดนี้ถูกทาบที่ลำคอของผมเสียแล้ว

ฉันรู้ เฟริน นายเจ็บช้ำใจ พ่อของนายทั้งคน แม้ไม่ใช่พ่อแท้ๆของนาย แต่ก็เลี้ยงนายมาถึงสิบห้าปี

น้ำแข็งที่ผมสร้างหายไปแล้ว

"หากนายขวางอีกเป็นครั้งที่สอง แม้แต่ชีวิตนายฉันก็ไม่เอาไว้ คาโล วาเนบลี เดอะปริ้นซ์ ออฟ คาโนวาล"
มันโกรธจัด คุมสติไม่อยู่แล้วแน่ๆ ถึงได้พูดซะเต็มยศ

"ตราบใดที่ฉันยังมีลมหายใจ" ผมตอบเสียงสงบ เผื่อบางทียัยนั่นจะมองตาผมบ้าง ผมพยายามจะบอกโดยไม่พูดว่าให้ใช้สติ แต่ผมก็ว่าแล้ว คนอย่าง เฟริน เดอเบอโรว์ คนที่ผมเพียรจะใช้ถ้อยคำสอนเขาหลายต่อหลายครั้ง ยังไงมันคงไม่มีประโยชน์ ก็ขนาดผมพยายามจะใช้คำพูดสอนเท่าไหร่มันยังไม่มีความคิดจะฟัง และยังจะหวังอะไรได้มากกับไอ้สายตาสื่อความนัยนี่ แล้วผมก็ต้องสะดุ้ง เมื่อถ้อยคำที่เธอเปล่งต่อมา เป็นคำที่ผมเคยพูดกับเธอไป เมื่อปีก่อน และมันก็เป็นคำที่เราทั้งสอง ไม่อยากจะได้ยินไม่อยากเลย

"ในที่สุด ศัตรูตามชะตากรรม ก็ไม่มีวันหลีกเลี่ยงได้พ้น" มันคงเป็นทางเลือกที่แตกต่าง เส้นขนานของสองเราคงไม่มีวันมาบรรจบกัน

เสด็จพ่อถอยไปแล้ว ผมเองก็ทนมองหน้าเธอไม่ได้ ใจผมพาลจะขาดอยู่รอนๆก็เพราะท่าทางของเธอ

พวกเราเดินทางเข้าเขตคาโนวาลแล้วนักรบโง่เขลาทั้งหลายก็ดาหน้าเข้ามาให้จัดการเป็นว่าเล่น

"คาโนวาลเป็นดินแดนนักรบ" ผมแจง แต่คำตอกกลับของเธอก็แสบจนทำเอาไม่อยากจะห่วงใยอีกต่อไปถ้าสายตาของผมมันไม่ไปหยุดอยู่ที่ต้นแขนของเธอ น่าสงสารนักเจ้าหญิงพลัดดินแดน

แม้เธอจะทำหน้าตึง แต่ก็ยังอดขยับเข้ามาให้ผมรักษาตามถนัดไม่ได้ เธอยังบอกอีกว่า ถึงผมรักษาให้เธอก็ยังไม่ได้ยกโทษเรื่องของนายมาดัสคนนั้น นายจะจองเวรกับเสด็จพ่อฉันนะ!

"ฉันรู้" ผมต้องแกล้งตอบเพื่อจะได้ยุติการสนทนา แต่หมอนั่นก็ยังไม่เลิกราวีผม มันหาว่าผมถูกมันเกลียดก็ยังตามไม่เลิก ผมไม่ตอบแต่ก้มลงมองดูบาดแผลของตัวเอง ที่ยังไม่ได้รักษา แต่อยู่ดีๆ ยัยนั่นก็มาไล่เอาดื้อๆ คิดอะไรกันแน่นะ ผมเองก็คิด เสด็จพ่อฆ่านายมาดัสด้วยเหตุผลอะไรกันแน่ แต่เสด็จพ่อก็คงมีเหตุผลส่วนพระองค์เอง พูดไปยัยนั่นก็โกรธา ตั้งท่าจะชวนทะเลาะทุกครั้ง

ได้ยินโรว่า ทุกประเทศเตรียมรี้พลขึ้นมารบ ดาบแห่งกษัตริย์ก็เริ่มมีความหมายน้อยลง ถ้าไม่มีเฟรินสงครามก็คงเกิด เสด็จพ่อจะนำทัพโดยองค์เอง อย่างที่คิด วาจาคมหอกคมดาบถูกพุ่งเข้าใส่ผมอีกครา ผมไม่แก้ตัว ก็เพราะนายขอทานแก้ตัวแทนให้แล้วว่าคาโนวาลไม่ได้ส่งคนมาล่าเธอ แม้เธอจะเถียงว่าเอดินเบิร์กก็ไม่ได้ส่งเหมือนกัน

แต่ยัยนั่นก็ต้องงุนงงกับคำของนายขอทานคนนั้นที่ว่าเอดินเบิร์กประกาศกฎอัยการศึก โหมดสงครามจำลอง
กฎห้ามฆ่าถูกยกเลิก ถ้อยคำเหล่านั้นหลั่งไหลเข้าสู่หัวสมองเหมือนสายน้ำไหลรินขึ้นจุกอกคนฟังอย่างผม

ยังเป็นโชคดีที่ไม่ได้เป็นหัวหน้าป้อมสินะเรา ไม่เช่นนั้น อะไรร้ายๆที่ยังคาดไม่ถูก ก็คงจะเกิด

ในคืนที่จันทราดวงสวยส่องสว่าง สรรพเสียงทั้งหมดถูกกลบด้วยเสียงกองฟืน เธอ ยังไม่หลับ ผมเองก็เช่นกัน

เสียงคิลก้าวมานั่งคุยกับไอ้ตัวยุ่งทำให้ใจผมสงบลงได้บ้าง อย่างน้อยมันก็ยังมีเพื่อนคุย จนมาถึงเรื่องเพื่อนของนายเวส ฟีลมัส ที่คิลพูด คำๆนั้นที่ผมเห็นด้วยจนสุดใจ จนอยากจะกระโดดร่วมวงสนทนา ถ้าไม่ติดที่ยังมีเรื่องติดค้างกับสาวงี่เง่าคนนั้น

"สีหน้าพ่อตอนบ่นถึงเพื่อนมันให้ความรู้สึกดีๆ ที่ฉันอยากลองสัมผัสดูสักหน" ใช่โดยเฉพาะฉันนะคิล ถึงแม้ไม่เคยมีใครพูดถึงเพื่อนให้ฟัง แต่ฉันก็ยัง อยากเป็นเพื่อนพวกนาย เพราะเจ้าชายอย่างฉัน ไม่เคยมีเพื่อน คิดถึงตรงนั้นผมก็เริ่มเบลอๆความง่วงงุนเริ่มคุกคามให้หนังตาที่อยากเปิดต้องปิดลง แล้วทุกสรรพสิ่งก็เงียบไป

รุ่งเช้าเมื่อย่างก้าวเข้าโคมาน พวกเราก็ต้องมาจับคู่ประมือกับเหล่ารุ่นพี่ผู้มากฝีมือ เอาละ เจ้าชายโรเวน ท่านเก่งที่สุด มาสู้กับผมเถิด ให้ชื่อเราก้องเกียรติไปไกล ว่าวันหนึ่ง เจ้าชายแห่งคาโนวาล และเจ้าชายแห่งเจมิไน ได้ประมือกัน ณ ที่นี่ ประเทศโคมาน!

เราเดินมาหาทำเลเหมาะสู้กัน ป่านนี้เฟริน คิล โร คงจะแยกย้ายกันไปสู้กับเหล่ารุ่นพี่แล้วสินะ

ถึงตอนนี้ผมจะได้แต่รับเพราะใจยังไม่แข็งพอที่จะสู้เต็มแรง เนื่องจากสมาธิที่หายไปเพราะจิตประหวัดไปถึงเธอคนนั้น แต่เมื่อเสียงเหยี่ยวของรุ่นพี่ลูคัสร้องกู่ก้อง มันทำให้ผมต้องเร่งมือ เฟรินอาจจะสู้อยู่กับลูคัส ไม่ก็ลอเรนซ์ ตัวอันตรายทั้งคู่ ต้องรีบจบศึกตรงหน้าแล้วไปช่วยแล้วสินะ

"ไอซ์วอลล์" สมาธิเริ่มกลับมาแล้ว กำแพงน้ำแข็งป้องกันได้เพียงชั่วขณะ ก่อนจะวูบไปยังอีกมิติแล้วคมดาบระลอกที่สองก็ทำผมกระเด็น เจ็บชะมัด!

"ถ้าเธอเป็นหัวหน้าป้อมอัศวินเสีย บางทีเรื่องอาจไม่วุ่นวายอย่างนี้" คำกล่าวอ่อนโยนดังมาจากโรเวน

"หรือบางทีอาจจะวุ่นวายมากกว่านี้" ผมเอ่ยสิ่งที่ผมคิดออกไป คงต้องรีบสู้ สู้เพื่อปกป้องคนที่รัก สู้จนสุดใจเสียแล้ว มือของผมกำคทาแน่น แม้โอกาสชนะจะดูริบหรี่

"โรเวนแห่งเจมิไน ศึกนี้ไม่มีที่สำหรับนักรบในตำนาน แต่ก็ไม่มีชัยชนะในมือท่าน" ถึงแม้ผมจะสั่นๆ แต่การที่ได้ขู่ออกไปก็ทำให้ใจชื้นขึ้นมาบ้าง

ผมเริ่มร่ายมนตร์ตามถนัดหลังปักพิพากษาลงกับพื้นดิน ลมเริ่มแรง สายฟ้าผ่าลงใกล้รุ่นพี่โรเวน เฉียดไปเพียงนิดถ้าผ่ามิติไม่แผลงฤทธิ์เสียก่อน

"วีสกาย่า" ได้ผล พายุน้ำแข็งเอยโหมเข้าสิ โหมเข้านั่นแหละ โรเวนกระเด็นไปแล้ว หวังว่าดาบน้ำแข็งจะทำลายฤทธิ์ของคนๆนี้ลงได้บ้าง แต่ความหวังน้อยนิดกลับพังทลายลงเพราะฤทธิ์ผ่ามิติ อย่างนี้ก็ขอเอาหมาป่าน้ำแข็งไปขัดตาทัพก่อนล่ะ

ไร้ผล หมาป่าน้ำแข็งถูกทำลายลงแล้ว รังสีการเข่นฆ่าของโรเวนเปลี่ยนไปแล้ว เปลี่ยนไปจนผมขนลุกซู่

"วีสกาย่า" ผมร่ายมนตร์บทเดิมอีกครั้ง

แต่หกดาราพิฆาตก็ถูกปล่อยสวนมาเร็วจนน่ากลัว เร็วจนเกินจะหลบทันหรือรับไหว

"อ๊าคค" ในใจผมตอนนั้นกระหวัดไปหาคนสองคน หนึ่ง เสด็จพ่อผู้ผมที่เคารพยำเกรง และยึดถือแบบอย่างมาตลอด สอง เฟลิโอน่า เกรเดเวล สาวน้อยหน้ามน ที่ผมคงไม่มีโอกาสได้คืนดีกับเธออีกแล้ว

ความมืดโรยตัวเข้ามา ทำไมกันนะ ผมมองไม่เห็นอะไรเลย ได้ยินแต่เสียงอวดดีของเจ้าชายโรเวน ฮาเวิร์ดคนนั้นที่ประกาศว่าจะพาผมไปรักษาก่อนที่ผมจะตาบอดเจ็บเหลือเกิน แสบเหลือเกิน หากความเป็นราชนิกุลแห่งคาโนวาล สอนให้ทนกับความเจ็บที่แผ่ซ่าน จะยอมแพ้ไม่ได้ ตาบอด แต่ใจของผม จะไม่มีวันบอดตามไปแน่ๆ บอกแล้วไง สู้! จนกว่าตัวจะตาย นักรบปีศาจแห่งคาโนวาล!

มือควานหาคทาสำเร็จแล้ว คทาค้ำยันกายขึ้น คทา ที่บัดนี้มีค่าเพียงไม้เท้าหรือ ไม่สิ แสดงอาคมของแกออกมา พิพากษา

"วีสกาย่า" ศักดิ์ศรีของฉันมันจะตายไปกับตัวฉัน เจ้าชายโรเวน จะไม่มีหน้าไหนมาว่าได้ว่าคาโนวาลขี้ขลาดตาขาว

เขตอาคมถูกสร้าง พร้อมมหาเวทย์

เวทย์ที่แรงกว่าทุกครั้ง พายุน้ำแข็งกรรโชก ทั่วพื้นปฐพีถูกเปลี่ยนเป็นฤดูหนาว หิมะพร่างพราวร่วงพรูลงสู่ผืนแผ่นดินที่บัดนี้ชุ่มด้วยเลือด โรเวนถูกตรึงด้วยน้ำแข็งแห่งนักรบปีศาจ

ฆ่า ไม่ฆ่า สองคำกลับไปมาอยู่ในหัว จะเลือกฆ่าเพื่อหญิงสาวแห่งเดมอส หรือไม่ฆ่า เพื่อชนชาวเอเดน ท้ายที่สุด เอเดนก็ยังคงครองจิตใจของเจ้าชายแห่งแดนน้ำแข็ง

หยุดเสียที! เสียงนี้ก้องในหัว มันกรีดร้องเสียจนต้องหยุดการร่ายมนตรา หมาป่าน้ำแข็งหยุดการกระทำของมันแล้ว เจ้าชายโรเวนยังคงอยู่ คงประนีประนอมกันได้นะ เจ้าชายโรเวน ขอเพียงแค่ส่งเธอกลับสู่เมืองเกิดแล้วก็กลับไปมอบตัว เท่านั้น

น้ำแข็งรอบกายหายไปหมดแล้ว ความอุ่นซ่านค่อยแทรกเข้ามาในร่างกาย แต่ดวงตาก็ยังคงมืดมิดดั่งรัตติกาลแสนโหดร้าย และวาระสุดท้ายของชีวิต ที่มาถึงแล้ว

"หกดาราพิฆาต!" เพลงดาบโหดร้ายพุ่งทำร้ายโดยที่ผมไม่มีโอกาสตั้งตัว พายุน้ำแข็งที่เอามารับแกร่งไม่พอ แม้ได้ยินเสียงฝ่ายตรงข้ามกระเด็นวูบ แต่ร่างกายของฝั่งนี้ก็คงมาได้เท่านี้เหมือนกัน ชัยชนะเป็นของท่านแล้ว โรเวน แห่งเจมิไน

สติสุดท้ายวูบลงพร้อมกับการล้มลงมอบจุมพิตแด่พระแม่ธรณี

แต่หิมะก็ยังโปรย เขตอาคมยังไม่จาง หิมะสุดท้ายของเครื่องปั่นน้ำแข็งอย่างฉันสินะเฟริน แต่มันจะคอยปกป้องเธอจนกว่าวิญญาณของฉันจะลาลับ ฉันกับเธอคงมาได้เท่านี้ ลาก่อน เฟลิโอน่า เกรเดเวล

"แต่โชค ก็ยังเข้าข้างผม ผมไม่ตาย และถูกพากลับไปรักษาจนตาหาย แม้จะยังมองได้ไม่สู้ดีนัก" ร่างสูงบนเวทีกล่าวเพิ่มเติมหลังเงียบไปนานสองสามนาที

"หลังจากรอดตาย ผมก็ได้รับการอภัยโทษ เพราะเสด็จพ่อทรงให้เหตุผลว่าไม่อยากเสียทหารคนไหนไปอีกโดย
ไม่จำเป็น" ดวงหน้าคมงอง้ำลงไปถนัดตา เมื่อตนเองถูกเปรียบเพียงทหารเลวทั้งหลาย

"ในตอนนั้น ที่ผมทำงานออกลาดตระเวนไปในดินแดนเดมอส ก็ได้ยินเสียงตะโกนแสนคุ้นหู"

"เฟลิโอน่า เกรเดเวล เดอะปริ้นเซส ออฟ เดมอส!" มันเป็นวินาทีที่นำมาซึ่งความปิติยินดีทั้งที่รู้ว่ามันยังไม่ตาย และโรบอกว่าไอ้ตัวยุ่งกำลังพำนักอยู่ในราชวังเดมอส แต่มันมาแถวนี้ทำไมกัน ไอ้ตัวป่วนหัวใจของผม

ทดลองส่งหิมะไปละกัน

"โกโดม หิมะนี่ของใคร" เสียงใสๆแว่วเข้าโสตแห่งเจ้าชายคาโนวาล

"ของใคร"

"ฉันถามว่าของใคร!"

"เฟลิโอน่า เกรเดเวล เดอะปริ้นเซส ออฟ เดมอส!" สองเสียงยังตะโกนแข่งกันทำเอาผมต้องลอบยิ้ม

"โกโดม!" สิ้นเสียงสุดท้าย ก็พอดีกับที่ผมพยายามแหงนหน้ามองบนฟ้า เผื่อมังกรตัวใดตัวหนึ่งจะถลาร่อนลงมา แต่สิ่งที่หล่นลงมา กลับไม่ใช่มังกรซะนี่ กระโปรงสุ่มไก่ กับใบหน้าที่หลับตาปี๋ดูคุ้นตา เธอ!คนนั้นกลับมาแล้ว เธอจะไม่เป็นอันตรายถ้ามีฉันอยู่

ผมวิ่งไปรับร่างบางของไอ้ตัวยุ่งแทบจะไม่ทัน คนหลับตาปี๋ค่อยๆเปิดเปลือกตาสวย และเอื้อมมาจับหน้าผม ก่อนจะหยิกเข้าเต็มรัก อย่างนี้ต้องโยนทิ้ง!

พอด่าว่าเจ็บ แถมการพร่ำพรรณนาไปอีกหนึ่งกัณฑ์เทศน์คุณเธอก็เบิ่งกว้าง กับเลือดบนไหล่ของผม ไม่ทันจะได้เอ่ยอะไร คิลก็ควบม้าออกมาขัดจังหวะทันที ดูๆไป เพื่อนรักทั้งสองมันก็ทักทายกันอย่างเอิกเกริก แต่ก่อนที่คิลจะเผลอพล่ามไปมากกว่านี้ผมจึงต้องส่งเสียงดุออกไปบ้าเอ๊ย จะเปิดเผยความลับออกมาให้พวกเดมอสฝั่งโน้นมาฉีกเนื้อเล่นรึไง ตรงหน้าเป็นเฟรินคนเดิมรึเปล่าก็ยังไม่รู้

"ระแวงมากรึไงคาโล" คำถามนั้นทำผมต้องหันไปสบดวงตาสีน้ำตาลชวนฝันตรงหน้า ถ้าไม่มีแส้ตรงพื้นให้หยิบแก้เขิน ป่านนี้คงจะต้องหลุดมาดไปแล้ว

"หรือนายคิดว่าฉันจะคิดร้ายต่อเอเดน"

"ใครจะไปรู้ใจธิดาแห่งความมืด" ผมโต้ ก็จริงไหม ใครจะไปรู้ใจนายล่ะ เฟริน เดอเบอโรว์ เดอะทีฟ ออฟ
บารามอส

"ก็ใครสักคนที่ชอบทำเก๊ก" ผมหยุดยืน เส้นอารมณ์ขึงตึง แต่ยัยนั่นเอาหน้าซุกหลัง ความอบอุ่นที่รอคอยแทรกเข้ามาระหว่างขุมขนทำให้ผมคลายอารมณ์ได้บ้าง แต่ก็ต้องว้ากออกไปบ้าง เพราะคำที่ออกจากริมฝีปากที่ชวนจับไปขัดซะให้เข็ด! มันลืมแล้วว่ามันแค้นผมอยู่ เลยต้องส่งคำเตือนสติออกไปซะบ้าง แต่คำถามที่ถูกส่งกลับทำให้ผมงุนงง มันเลิกโกรธแล้วหรือ?

"นายจะยุให้ขโมยไปแก้แค้นคิง ประสาทไปหรือเปล่า คาโล วาเนบลี" ถ้อยคำน่าถีบถูกส่งมา

"หมายความว่านายไม่สนใจ" ผมถาม เลิกคิ้วรอคำตอบ

"ไม่ สน ใจ" มันยังเน้นต่อ ความโมโหของผมพุ่งถึงขีดสุด

"ไม่สนใจแม้ว่าพ่อของฉันจะเป็นคนฆ่าแม่ของนาย" ถ้อยคำที่โพล่งออกมาเอง ทำให้ทั้งผมตัวชา ส่วนหมอนั่น อึ้งไปถนัดใจ

พูดไปแล้ว พูดออกไปแล้ว ทั้งๆที่มันจะทำรายจิตใจเราทั้งสองทั้งสองฝ่าย แต่ถึงอย่างไร ฉันคงต้องฝืนใจแกล้งยิ้มหยันและพูดว่ายินดีรอรับคำท้าจากเธอ ศัตรูตามชะตากรรมของฉัน บางทีฉันอาจจะยอมตัดใจ และลุกขึ้นมาสู้กับเดมอสอย่างเต็มตัวก็ได้ ถ้าหมดรักเธอไป ถึงแม้คงจะขื่นใจและทำได้ยากเต็มทน เจ้าหญิงแห่งเดมอส

แต่ถึงเวลาจะไป หมอนั่นกลับรั้งผมไว้เบียดชิดใกล้ และกอดเข้ามา มันยิ่งทำให้ผมตัดใจไม่ลง บางที คงจะต้องยอมใจอ่อนสินะเรา

"เป็นไง ใจอ่อนแล้วใช่ไหม ฉันรู้น่า" อะไรกัน ทำแบบนี้มันหมายความว่านายแกล้งงั้นหรือไง หัวขโมยจอมกวนก็ยังกวนอยู่วันยังค่ำสิน่า มันน่านัก! แต่ก่อนที่จะได้แก้แค้นหน้างามๆนั่น เสียงม้าก็ดังขึ้น รอดไปๆ ยัยตัวยุ่ง

"คาโล โรเวนให้มาตามดูว่าทำไมถึงไม่กลับไป อ๊ะ เฟริน"

สองสาวทักกันเสร็จแล้ว ดีล่ะ ขอเอาคืนบ้างละนะ

ผมเดินเข้าไปหาเรนอนแล้วก็ก้มกระซิบ

"เรนอน ฉันบาดเจ็บ ขอจุมพิตรักษาบาดแผลได้ไหม" ได้ผล เรนอนหน้าแดงหลับตาพริ้ม แล้วผมก็เสมองเฟรินนิดหน่อยให้หมอนั่นหึงเล่น แล้วก็ เอ่อ ก้มลงจุมพิตสาวสวยตรงหน้าซะหนึ่งที เพียงแต่มันก็นานจนพระคู่หมั้นแห่งคาโนวาลจะมีลมเพชรหึงจะพัดวูบเข้าหน้าเจ้าหล่อน ตวัดสายตาจ้องเรนอนแห่งคาโนวาลซะเขม็ง มันโกรธมาก วิ่งทั่กๆน้ำตาหกไปเลย น่าสงสาร แต่ก็ น่าสะใจอยู่นิดๆละนะ

พอถอนริมฝีปากจากเรนอน เจ้าหล่อนก็ยังเล่นผมหน้าม้านด้วยคำพูดของเธอ

"ต่ออีกทีไหม คาโล แผลจะได้หายสนิท" เจ้าหล่อนยิ้มกว้าง เซี้ยวนัก อย่างที่ไม่เคยรู้ว่าคนเรียบร้อยอย่างเธอจะกล้า หวนกลับไปคิดถึงนายนักฆ่านั่น ถ้ามันรู้ มันเอาผมตายแน่ โดยไม่ต้องมีค่าจ้าง

"พอเถอะเรนอน แค่จะแกล้งเฟรินมันน่ะ จริงๆแล้ว" สิ้นคำพูดทิ่มแทง เจ้าหญิงคนงามก็กระเง้ากระงอด เดินปึงปังกระโดดขึ้นม้าหนีไปอีกคน

รังสีฆ่าฟันถูกส่งมาจากหลังเวที ทำให้บุรุษเดียวบนเวทีหันกลับไปมองแล้วหน้าซีด คิล ฟีลมัส พร้อมมีดคู่ใจ กับกระแสไฟฟ้าที่วิ่งวุ่นอย่างเดาอารมณ์ไม่ถูก

"คาโล แก ตาย!" คิลไม่สนใจอะไรทั้งสิ้นวิ่งเข้ามา แต่เทพธิดาแห่งชัยชนะก็ยังยิ้มให้กับคนเป็นเจ้าชาย

"ไอซ์ วอลล์" ฟิ้ว! ยังดีที่ทัน คิลที่ถูกแช่แข็งทำหน้าเจ็บปวดอย่างประหลาด ทำเอาสาวๆล่างเวทีกรี๊ดกร๊าดกับท่าทางสุดเท่ของคาโล

หลังจากพ้นจากการถูกแช่แข็ง นักข่าวประจำเอดินเบิร์กก็ได้เข้าสัมภาษณ์ คิล แต่ได้ยินคิลบ่นกลับไปกลับมาว่า

"คาโล แกนะแก จูบแรกของเรนอน แง่ง" คิลทวนแค่ประโยคนั้นจริงๆ เป็นเอามาก

คาโลหันกลับมาเล่าต่อหลังเรื่องดูจะสงบดีแล้ว

ต่อมาไม่นาน

... จงถอนกำลัง ยกพวกมนุษย์ชาวเอเดนออกไปให้พ้นจากถิ่นเดมอส แล้วรีบส่ง คาโล วาเนบลี เดอะปริ้นซ์ ออฟ คาโนวาล มาเป็นราชบุตรเขย ข้าจะถือว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นแค่ฝันไป...

ฝันกะผีสิ เอวิเดสคิดยังไงของเค้า จะเล่นอะไรก็เล่น แต่มาเล่นสู่ขอลูกเขยให้ลูกสาวตัวดีแบบนี้ ไอ้ตัวยุ่งคนเดียวแท้ๆที่น่าจะถูกจับมาสั่งสอน คอยดูเจอเมื่อไหร่จะถูกสั่งสอนด้วยริมฝีปาก

ไม่ทันไฮคิงได้ขยับ เสด็จพ่อก็เล่นเอาหัวคนถือสาสน์ลอยหาย ท่านพ่อห่วงเราด้วยหรือนี่

"เฮ้ยคาโล ฉันว่าแกลองคาราบาวแดงสักกรึ๊บแล้วดอดไปตีท้ายครัวเดมอสกันดีกว่าว่ะ" ถ้อยคำชวนหัวของ
บุรุษนาม ครี้ด ธันเดอร์ ทำผมสะอึก บุกเดมอส ย่องตอดเข้าไปเนี่ยนะ ถ้าไม่ใช่คนบ้าก็พวกคิดฆ่าตัวตาย

"ฉันว่านายควรจะฉุดราชินีจันทรากลับมาด้วย" ผมแหย่

"นายรู้ใจฉัน?" ครี้ดยิ้มร่า

"อะแฮ่มๆ" แต่ครี้ดก็ต้องหุบยิ้ม เมื่อคนที่เคยไปกอดจองราชินีแห่งนครจันทราเมื่อหลายสิบปีก่อนในศึกกระดานเกียรติยศกระแอมขึ้น เพราะบังเอิญได้ยินเข้า คิงริชาร์ดแห่งแอเรียส

"คาโล อย่าลืมว่าพาราชินีจันทรามาเผื่ออาดีกว่านะ" โถ พระเจ้าอา ไม่ได้ดูสารรูปกับสังขารตัวเองเลย พับผ่า แต่ผมกับพระเจ้าอาก็สะดุ้งโหยง เมื่อจู่ๆมีฟ้าผ่าลงมาใกล้ สงสัยราชินีจันทรา ลูน่า เกรเดเวล จะล่วงรู้จิตใจพวกเราด้วยสินะ อันตราย

สามวันต่อมา เดมอสก็ส่งสาสน์มาอีกครา

จงถอนกำลังทหารออกไป แล้วรีบส่งคาโล วาเนบลี เดอะปริ้นซ์ ออฟ คาโนวาล มาเป็นราชบุตรเขย ข้าอาจจะยอมทำเป็นปิดตาให้ข้างหนึ่งกับพวกเอเดนที่มาหลงอยู่ในเดมอส

คราวนี้เสด็จพ่อใช้ดาบใหญ่ตัดฉับ ไฮคิงถอนพระทัยส่ายพระพักตร์พึมพำ

"ถ้าหนึ่งชีวิตจะแลกได้กับสงคราม"

แต่เสด็จพ่อตรัสกลับว่า

"ขายศักดิ์ศรีเพื่อแลกชีวิต ไม่ใช่วิสัยนักรบคาโนวาล" คราวนี้ผมจึงได้รู้ ส่งผมไป มันก็เหมือนย่ำยีศักดิ์ศรีของพระองค์เอง แล้วใครเล่าจะเลือกทำ

หากแต่คำตอกกลับของไฮคิงกลับทำให้ใจผมหวนคิดไปถึงเจ้าหญิงอลิเซีย ถ้าไม่ทรงสละองค์เองส่วนน้อยเพื่อส่วนใหญ่ บัดนี้ เอเดนอาจเหลือเพียงชื่อ เหตุการณ์แบบนั้นอาจจะกลับมาเกิดอีกครา เมื่อเสด็จพ่อไม่ยอมส่งผมเข้าเดมอส

สามวันต่อมา ผู้นำสาสน์จากเดมอสคนสุดท้ายก็มาประกาศ เดมอสจะยกทัพออกมาในอีกเจ็ดวัน

หรือนี่จะเป็นวาระสุดท้ายของเอเดน

ผมเข้าไปเฝ้าเสด็จพ่อและเสด็จอาและอาจารย์เจ้าชายชามัล แต่เจ้าชายชามัลราวกับนกรู้รีบขอตัวออกมาก่อน

เสด็จพ่อบอกว่าเจ้าชายชามัล บอกพระองค์ว่าเฟรินคือธิดาแห่งความมืด ร้ายนัก

"ท่านพ่อให้ฮีลช็อตไปเรียกหม่อมฉัน" ผมถามขึ้น

เสด็จพ่อตรัสถามถึงอาการดวงตาของผมถึงจะฟังไม่นุ่มนวล แต่ผมก็รู้สึกถึงความห่วงใยที่แฝงมากับคำพูดนั้น รู้สึกไปเองรึเปล่าหนอเรา จริงๆแล้วตาของผมมันก็ยังไม่สู้ดีนัก แต่ก็จำเป็นต้องบอกว่าหายขาดไปก่อนนั่นละ ไม่อยากให้เสด็จพ่อทรงเป็นห่วง รอดมาได้เพราะพระเจ้าริชาร์ดแท้ๆหนอเรา เลยต้องไปติดสินบนว่าจะพาราชินีจันทรามาให้ เฮ้อ ผมจะเอาแรงที่ไหนไปพามาเล่า โดนเด็กหลอกยังไม่รู้ตัว เสด็จอาริชาร์ด ริชาร์ดก็ยังเป็นริชาร์ด
ริชาร์ดหนอริชาร์ด

แต่เสด็จพ่อก็เป็นคนขอร้องพระเจ้าริชาร์ดมาช่วย ไม่งั้น คนที่มันควรตายไปแล้วอย่างผม ก็คงจะไปอยู่ส่วนไหนของเอเดนก็ยังไม่รู้ บางทีวิญญาณอาจจะคอยตามไปหลอกหลอนเจ้าตัวยุ่งฐานป่วนหัวใจผมก็ได้ แต่ดำรัสต่อมา
จากริชาร์ดทำเอาผมเกร็ง

คนเค้ารักกันชอบกัน ส่งเสริมก็ไม่รู้จักส่งเสริม เที่ยวไปคอยทำตัวขวางกั้นความรักคนอื่น

ผมเลยต้องตอกกลับไปแบบเสด็จพ่อ

"ขายศักดิ์ศรีเพื่อแลกชีวิต ไม่ใช่วิสัยนักรบคาโนวาล" ท่านพ่อดูท่าทางภูมิใจผมแต่ เสด็จอาทำเสียงไม่พอใจ ผมจึงต้องรีบทำให้เสด็จพ่อภูมิใจมากๆ โดยการพูดเหมือนไม่ได้รักเธอคนนั้น ทั้งๆที่รู้ตัวเองว่ารักไปแล้วหมดใจ

สงครามระเบิดขึ้นก่อนถึงวันนัดถึงสองวัน ด้วยดำรัสเดียวแห่งกษัตริย์บาโร วาเนบลี ด้วยเหตุผลที่ว่า ฝ่ายนู้นบอกนัดสามวัน ถือเป็นการท้าทาย ฉะนั้นเราจะต้องประกาศศักดาเอเดน

กลิ่นคาวเลือด คละคลุ้งไปทั่วทุกหนทุกแห่ง ผม คิล และคนอื่นๆในป้อมออกรบในฐานะเดอะไนท์ออฟ
เอดินเบิร์ก กองทัพยักษีและยักษาออกมาเป็นคู่มือให้กับพวกเราทั้งกองทัพ ฝ่ายผู้หญิงที่ประกอบไปด้วยมาทิลด้าที่ออกวิ่งไปฟาดฟันก่อนเพื่อน แองเจลีน่าที่ปักคทารอร่ายเวทย์ใส่ยักษ์เดมอส และเรนอนที่คอยปฐมพยาบาลคนเจ็บอย่างขะมักเขม้นดูจะอ่อนแรงเร็วเมื่อเทียบกับพวกผู้ชายอย่างเราๆ เวทย์น้ำแข็งของผมดูจะได้ผลที่สุดเมื่อยักษ์ทั้งหลายพากันตัวสั่นเมื่อถูกแช่แข็ง กองทัพยักษ์ถูกแช่แข็ง สมรภูมิกลายเป็นดินแดนน้ำแข็ง เขตอาคมของผมเอง ครี้ดจับดาบไล่ฟาดฟันสลับกับใช้ขวานจามเหล่าศัตรูไม่เลือกหน้าอย่างบ้าเลือด ครี้ดดูมีความสุขเมื่อได้ออกแรง พอๆกับคิลที่พอได้กลิ่นเลือดก็ดูคึกคักมีกำลังวังชาวิ่งไปลุยอย่างไม่คิดหน้าคิดหลัง เจค สวอนเดอะไพเรทชักดาบโจรสลัดของตนออกมา นักรบป้อมอัศวินทุกคนร่ำร้องชัยชนะที่มากับคาวเลือดอย่างบ้าคลั่ง ไม่เว้นซีบิล เดอะพรีส พอถึงเวลาจับดาบสู้ก็เอาการเหมือนกัน

คิลหันมามองผมแวบหนึ่ง ให้สัญญาณการโจมตีผสานของเรา

"วีสกาย่า!" สิ้นคำผม คิลก็วิ่งไปยังเป้าหมายของคมดาบน้ำแข็งเป็นคนแรก และปล่อยกระแสไฟแรงสูงเข้าที่ร่างของไอ้ยักษ์ใหญ่จนสิ้นลม

"ซีบิล แกวิ่งไปเป็นตัวล่อ" ดูท่าครี้ดจะพยายามเลียนแบบ ในขณะที่ซีบิลทำเหมือนว่าคงจะไม่ได้ยินคำสั่งนั่น เข้าฟาดฟันกับเหล่ากองทัพเดมอสที่ถูกส่งมาราวห่าฝนใหญ่ไม่รู้สิ้น

การต่อสู้ของเสด็จพ่อ เสด็จอา และ จ้าวเอวิเดสดำเนินไปเรื่อย อำนาจมนตราเสด็จอากำลังเล่นงานเดมอส แล้วเฟรินจะเป็นยังไงหนอ แม้จะยินดีที่เอเดนชนะ แต่ถ้าเธอตาย ฉันคงยอมไม่ได้

จ้าวปีศาจพับฟุบหลังจากโดนเก้าเกาทัณฑ์ของเสด็จพ่อ เอเดนชนะแล้วหรือ ง่ายขนาดนี้เชียวหรือ

"เราชนะแล้ว" เหล่าทหารกล้าในสมรภูมิใกล้เคียงร่ำร้องในชัยชนะที่กำลังจะได้รับ หากแต่เพียงเสี้ยววินาที ร่างของผู้แสวงหาชัยชนะเหล่านั้นก็ระเบิดออกไม่เหลือแม้เพียงซากน้อยนิด จ้าวปีศาจกลับตื่น เพิ่มฤทธานุภาพขึ้นกว่าเก่าก่อน พลันร่างกายผมและคนรอบข้างก็เกิดสิ่งผิดปกติ ผิวกายที่เคยชุ่มฉ่ำบัดนี้กลับเหี่ยวแห้ง หลังที่เหยียดตรงกลับโค้งงอ ฤดูกาลผันเปลี่ยน กายชาวเอเดนกำลังจะสลาย ถ้าไม่ได้ฤทธิ์คทาแบตเตอรี่พระเจ้าริชาร์ดช่วยไว้ ทุกคนคงจะล้มตายกันไปหมด

จ้าวปีศาจเรียกสมบัติอาถรรพ์ซึ่งครั้งหนึ่งเคยอยู่ที่ยอดปราสาทเอดินเบิร์กสามชิ้นนั้นออกมา เอวิเดสคิดอะไรอยู่นะ

ไม่นะเสด็จพ่อ! ท่านจะลุ่มหลงในสิ่งของหลอกตานั่นไม่ได้นะ ไม่ได้เด็ดขาด!

ไวกว่าความคิด ไวกว่าใครจะคาดถึง ครึ่งตราสมเด็จจักรพรรดิเวนอลก็ถูกส่งจากมือผมไปที่เสด็จพ่ออย่างกับมีใครมาควบคุมใจอย่างไรอย่างนั้น เสด็จพ่อชะงักพระหัตถ์ พระเนตรสีน้ำทะเลปิดแน่น ทรงสะเทือนพระอารมณ์ พลันตวัดดาบใหญ่ในหัตถ์กำจัดสมบัติมารทั้งสามหายไปพ้นสายตาและตวัดดาบอีกครั้งไปยังจ้าวเอวิเดสว่าที่พ่อตาแห่งเจ้าชายคาโนวาล ประกาศก้อง

"ความหวัง ความกล้าหาญ ความมุ่งมั่น และปัญญา คือสิ่งจะนำชัยชนะอันเป็นนิรันดรเหนือพญามารเช่นแก" ดำรัสนั้นเหมือนฝนฉ่ำเย็นที่ตกต้องลงยังใจชาวเอเดนให้มีพลังและกำลังใจลุกขึ้นสู้ศึกต่อไป พระเจ้าช้างแอเรียสถูกไสให้บินเข้าไปใกล้ บุรุษอ้วนทรงช้างกล่าว

"แล้วรายการปราบจอมมารจะขาดจ้าวมนตราริชาร์ดไปได้อย่างไรจริงไหม" เสด็จอาอาจจะอยากตรัสว่า แม้กายมันไม่ให้แล้ว แต่ใจสู้นะเฟ้ย!

ปีศาจแห่งเดมอสจะพ่ายแพ้จริงหรือ แต่ขณะที่ผมกำลังมองการต่อสู้อันยิ่งใหญ่ของสามกษัตริย์แห่งสามประเทศและดินแดน เสียงประกาศเหมือนจะจบศึกก็ดังมาจากเสด็จพ่อ

"ดาบ ปราบ มาร" และที่แย่กว่านั้น เมื่อคนที่ผมคอยห่วงอยู่กลับวิ่งเข้าไปหาเรื่องใส่ตัว เธอเอาตัวเข้าบังราชาปีศาจจากการถูกปลิดชีพ

"เฟลิโอน่า!" เสียงตะโกนสนั่นนภานั้นไม่ใช่เพียงของจ้าวปีศาจ หากแต่มีเสียงของผมรวมอยู่ด้วย

วินาทีดับจิตนั่นทำให้จวนคลั่ง เมื่อบุรุษผู้ลงดาบคนรักของคาโล วาเนบลี ผู้นี้กลับเป็นบิดาของเขาเอง

"เอเดน!" สุรเสียงเกรี้ยวกราดก้องฟ้า

"จงพินาศ!" จ้าวปีศาจส่งพลังกลับยังบูรพาทิศหมายให้ดินแดนเอเดนพินาศ ถ้าจอมปราชญ์เลโมธีไม่มาขวางซะก่อน ผมได้แต่เฝ้ามองภาพตรงหน้าอย่างสิ้นหวังเหตุการณ์ถัดๆมาถูกบันทึกไว้ในสมอง แต่กลับไร้เสียง เมื่อผมได้สูญเสียสิ่งสำคัญในชีวิตไปแล้ว เฟลิโอน่า เกรเดเวล เดอะปริ้นเซส ออฟ เดมอส!

แต่ภาพถัดมาทำให้ต้องแหงนขึ้นไปมอง ไฮคิง ทรงสละพระชนม์ชีพเพื่อทุกชีวิต! ฝนทองโปรยปรายลงมาโอบอุ้มผืนปฐพี บุรุษผู้รวมใจชาวเอเดนได้สละตนเองแล้ว

หลังจบศึก คิลเข้ามาปลอบผมในกระโจมที่พวกเราพักด้วยกัน

"เฟรินมันคงไปสบายแล้ว แกอย่าห่วงเลย" เสียงของคิลกำลังสั่น นักฆ่า บุรุษผู้เพียรข่มใจในทุกเวลา

แต่สุดท้าย ทำนบน้ำตาของเราทั้งสองก็พังครืนพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย พวกเราเสียทั้งเพื่อนรักและคนที่รักไปในเวลาเดียวกัน เพื่อนๆคนอื่นๆในป้อมก็ดูจะรับไม่ได้กับการจากไปของเพื่อนคนสำคัญ ครี้ด ธันเดอร์ซึมลงไปถนัดตา แองเจลีน่าถึงกลับปล่อยโฮ ในขณะที่เรนอนและมาทิลด้าดูจะใจแข็งและกำลังปลอบแองเจลีน่า

ในคืนนั้นนิกส์ เล่นดนตรีเสียงไพเราะขับกล่อมขวัญและกำลังใจพวกเราจนทุกคนเคลิ้มหลับไป

หลังจากนิกส์ผู้ขับกล่อมชาวป้อมอัศวินปีสอง ให้คลายโศกลงและหลับไหล เขาจึงปลีกตัวไปหามุมพักผ่อนส่วนตัว เปลี่ยนวัตถุขับกล่อมจากกีตาร์เมื่อครู่เป็นขลุ่ยผิวเสียงเศร้า บทเพลงโศก พาให้คนฟังเศร้า และน้ำตารินไหล

ผมมองจนแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครตื่น แล้วจึงค่อยๆขยับตัวลุกขึ้นอย่างเงียบๆ เดินเข้าไปนั่งบนเก้าอี้ในกระโจมของตัวเอง

ผมกลืนน้ำลายยากเย็นมันเหมือนมีก้อนขมเกาะในลำคอ ภาพความสุข ความสนุก ความทุกข์ ความขมขื่นเกี่ยวกับเจ้าหญิงแห่งเดมอสแล่นผ่านเข้ามาในอนุสติ น้ำตาลูกผู้ชายรินหลั่งลงกับพื้นแต่ไร้เสียงสะอื้น โดยมีเสียงขลุ่ยที่นักดนตรีเบื้องนอกขับขาน

"เฟริน"

"ป่านนี้ นายจะอยู่ไหนนะ"

"นายจะทิ้งฉันไปมีความสุขคนเดียวได้ไง ไหนว่าจะไม่ทำให้เสียใจ"

"พาฉัน ไปด้วยคนนะ"

"อามูส" ผมกระซิบเบา มีดน้ำแข็งสีอ่อนก็ปรากฏในมือ

มีดเรียวถูกยกขึ้นประทับที่ลำคอ ก่อนที่จะแทงเข้าลำคอตามหน้าที่ที่พึงทำ

"นายรอฉันนะเฟริน ฉันจะตามนายบ้างละ นายจะไปที่ไหนฉันจะตามนายไปทุกที่" ผมกระซิบกระซาบกับสายลมราวจะให้วิญญาณของเธอรับรู้ ฉัน จะอยู่กับเธอตลอดไป

ผัวะ! ฝ่ามือล่องหนปัดมืดทิ้งลงพื้น

"ถ้านายอยากจะทิ้งชีวิตตามเฟรินไป ไม่ออกไปสู้กับพวกเดมอสให้ตายกันไปข้างล่ะ คาโล วาเนบลี จะยอมเสียศักดิ์ศรีนักรบคาโนวาล ฆ่าตัวตายตรงนี้เรอะ" เสียงใสแหวขึ้นให้ผมหันมอง

"โปรดอย่ายุ่ง แองเจลีน่า โรมานอฟ ไม่ใช่ธุระกงการของเธอ"

"นายคิดว่าทำแล้วเฟรินจะดีใจเหรอ" เธอถามกลับมาอย่างไม่สนใจคำขอร้อง

"คงไม่" ผมก้มหน้า

"แล้วนายทำทำไม" ท่าทางของแองเจลีน่าเหมือนตำรวจเอาไฟส่องหน้าผู้ร้ายให้สารภาพ

"ฉันไม่เห็นวิธีที่ดีกว่านี้แล้ว ฉันคิดถึงเฟริน!" ผมตะคอก เถียงข้างๆ คูๆ

"โถ โถ โถ คาโนวาลผู้บ้ารัก" แองจี้สั่นเศียร

"ถ้านายจะเข้าใจในเหตุผลของการกระทำของเฟรินสักหน่อย" เธอเปรย

"เธอเข้าใจ?"

"ฉันก็เป็นเพื่อนคนหนึ่งของหมอนั่น" เธอนั่งลงข้างเคียง

"ฉันเข้าใจการกระทำของเฟรินดี คาโล ผิดกับนายที่ไม่เข้าใจอะไรเลย ทั้งที่พวกนายเป็นคู่รักกัน" สาวผมทองกล่าวโทษผม

"หมอนั่นเอาตัวเข้าปกป้องพ่อปีศาจ จากมัจจุราชที่จะมายัดเยียดความตายให้ นั่นก็คือกษัตริย์บาโร ผู้เป็นดังมัจจุราช"

"โปรดอย่ากล่าวหาเสด็จพ่อ" มีดสีอ่อนกลับเข้ามาในมือของผม แต่ไม่เห็นเธอกลัวสักนิด

"คิงบาโรโจมตีออกไปด้วยความแค้น เห็นๆกันอยู่ แล้วลูกที่ไหนจะไม่ห่วงพ่อ"

"เฟรินเอาตัวเข้าขวาง ไม่ใช่จะปกป้องจอมปีศาจผู้เป็นบิดาอย่างเดียว แต่หมอนั่นต้องการตายเพื่อยุติสงครามด้วย ใครบ้างอยากเป็นธิดาแห่งความมืด ธิดาแห่งสงคราม ธิดาผู้นำความวิบัติ แต่มันก็พอดีกับที่องค์ไฮคิงทรงสละพระวรกายไปอีกพระองค์ ไม่อย่างนั้นเอเดนพินาศแน่" เธอต่อ

"หมอนั่นเป็นคนดี รักทุกคนที่แวดล้อมตนเอง" ผมสังเกตเห็นขอบตาเธอรื้นๆด้วยน้ำใสๆเมื่อเธอขยับตัว พอรู้ว่าผมมองก็รีบปัดทิ้ง

"ฉันว่าเฟรินคงไม่อยากให้นายตามเธอไปแบบนี้ นายควรจะได้ตายแบบเท่กว่านี้ คาโล วาเนบลี ยอดฮีโร่องครักษ์พิทักษ์องค์หญิง" พูดจบเธอก็สะบัดหน้าแล้วเดินหนีออกไป

ผมพอคลายเศร้าได้บ้างก็มานั่งสงสัยว่าแองเจลีน่ารู้ในหลายๆเรื่องที่เป็นความลับของพวกเราสามคน แต่ก็คงเพราะใช้เวทย์อ่านใจเป็น และที่มาห้ามทันเวลา ก็คงเพราะได้กลิ่นไอมนตร์ที่ผมเสกมีดน้ำแข็งออกมา
เอาเถอะ เฟริน ฉันจะตายเท่ๆให้เธอดู รับรองเจอกันคราวนี้ นายต้องกรี๊ดสลบ แล้ววิ่งเข้ามากอดฉัน

แต่ผมยังสงสัย ผีสลบเป็นด้วยรึเปล่านะ?!

ผมล้มตัวลงนอนด้วยความเหนื่อยกายและเหนื่อยใจ เอาแขนสอดใต้หัวต่างหมอน อยู่ป่าก็งี้ละ ไม่เหมือนอยู่ที่โรงเรียน ที่มีหมอนหมาให้ทั้งหนุนทั้งกอดเมื่อตอนปีหนึ่ง มีสาวน้อยหน้าตาน่ารักให้นอนกอดตอนปีสอง แต่ต่อไปนี้ คงไม่มีแล้วมั๊ง เฮ้อ ~

ผมถอนหายใจ ไม่นานความเหน็ดเหนื่อยก็พาเข้าสู่ห้วงนิทรายาวนาน

ฝัน ความฝัน ใครเล่าไม่อยากฝัน ถ้ามันจะทำให้ลืมความเจ็บปวด ทุกคนไขว่คว้า หาในสิ่งที่ฝัน ฝันในสิ่งที่ดี ฝันในสิ่งที่ปรารถนา แต่จะมีสักกี่คนที่ทำให้ฝันนั้น เป็นจริง

ความเจ็บปวดแผ่ซ่านเข้ากลางใจ เมื่อรู้ว่าทำฝันให้เป็นจริงไม่ได้ ไม่สามารถจะอยู่กับเธออีกต่อไป ไม่มีวันพบกันอีก

"ฉันจะไม่มีวันทำให้นายเสียใจ คาโล จากนี้และตลอดไป" คำพูดนั้นยังก้องอยู่ในหัว หากเธอนึกถึงสัญญาสักนิดก็คงไม่ต้องพลีชีพ และจากไป ฉันคงไม่ต้องนั่งร้องไห้ มันเป็นความผิดของนายนะ รีบตื่นกลับมาชดใช้สิ อย่าให้ฉันร้องไห้อีก ฉันรักเธอ! ฉันรักเธอ! เฟลิโอน่า เกรเดเวล เดอะปริ้นเซส ออฟ เดมอส

ความมืดในฝัน กลับแปรเปลี่ยนเป็นแสงสว่าง

ภาพตรงหน้าคือสรวงสวรรค์กระนั้นหรือ ทำไมถึงสว่างอย่างนี้ สว่างจนแสบตาต้องเอามือป้อง ภาพตรงหน้ากลับทอแสงจ้าขึ้น เมื่อขนนกสีดำปลิวไสวมาตามลม ชวนให้เคลิ้มฝัน สัมผัสจากขนนกที่ต้องถูกผิวกายช่างนุ่มนวลราวจะปลอบขวัญปลอบประโลมให้คลายความเจ็บปวดที่ได้รับ

เสียงเพลงพิณถูกบรรเลงอย่างไพเราะราวเสียงสวรรค์ ถ้ามีเพลงพิณให้ฟังในฝันทุกคืนก็คงจะดีสินะ เสียแต่จะชวนคนบางคนเข้ามานอนเอกเขนกฟังด้วยกันไม่ได้นี่สิ เฮ้อ ยิ่งกลุ้มใจใหญ่

แต่ถ้าอธิษฐานได้ขอเจอเธออีกครั้ง ขอย้อนเวลากลับไปช่วย ไม่ก็ขอให้เธอไม่ตาย ถ้าได้ ก็คงดีไม่น้อย

แล้วตกลงนี่เราตายไปพร้อมเฟรินรึเปล่า? มองกลับไปก็ต้องตกใจสุดขีด เมื่อพื้นที่ยืนอยู่กลับกลายเป็นก้อนเมฆ และร่างกายถูกทิ้งไว้เบื้องล่าง หลังพิงกับนายนักฆ่าอยู่

เพื่อนๆชาวป้อมอัศวินกำลังนอนหลับสบายพิงกันไป พิงกันมา บางคนปัดแมลงที่มารบกวนการนอนหลับ บางคนกรนเสียงดัง บางคนนอนอ้าปากหวอ บางคนตาปิดไม่สนิท บางคนก็นอนเฉยๆ

"ว้า! ให้ตายสิ ไอ้พวกนี้น่าจะถูกถ่ายรูปตอนนอนไปประจาน คงน่าสนุกพิลึก" เสียงหนึ่งดังขึ้น นี่มันความฝันของผม แต่สาบานได้ ผมไม่ได้คิดอย่างนี้นะ ไม่ใช่ผมจริงๆ

หันซ้าย หันขวา ก็ไม่มีใครนี่นา แล้วใครพูดล่ะ?! หรือว่า ผี!

เหวอ ผีหลอกในฝัน เป็นไปได้หรือนี่ ไม่ได้ๆ ตั้งสติไว้คาโล ดึงมาดน้ำแข็งของนายเอาไว้ อย่าให้ใครมาดูถูกว่าคาโนวาลขี้ตกใจ

"หาอะไรอยู่ คาโล" เสียงลึกลับดังขึ้นอีก คราวนี้เป็นน้ำเสียงปนเยาะเย้ย

"นายมันขี้เก๊ก วางมาด พอฉันไม่อยู่ทีเดียวก็ร้องไห้ขี้มูกโป่งซะละ เฮ้อ ผิดหวังๆ" น้ำเสียงแบบนี้ หรือว่า

"เฟริน นายใช่รึเปล่า ตอบมาสิ นั่นนายรึเปล่า" ผมถามอย่างกระวนกระวายใจ ใช่นายรึเปล่า ใช่นายรึเปล่า
เฟริน อย่าแกล้งกันสิ ฉันใจไม่ดีนะ นายยังไม่ตายใช่ไหม ผมตะโกน มองหาไปเรื่อยอย่างเริ่มมีหวัง

ขนนกสีดำที่ลอยอยู่ข้างกายค่อยๆลอยเข้ามารวมกันเป็นกระจุก ใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น จนกระทั้งกลายเป็นไข่ใบโต ลอยอยู่บนฟ้า ดูเหมือนดักแด้ และค่อยๆปริออก ปริออก เผยให้เห็นร่างภายในดักแด้ขนนก

ร่างที่ขดตัวอยู่ข้างในผิวมีขาวนวล เส้นผมยาวสลวยสีน้ำตาลอ่อน ขนตาดำขลับ นัยน์ตาคู่โตยังปิดสนิท แต่ที่พาให้พิศวงงงงันก็คือ ปีกสีดำคู่โตที่ห่อหุ้มกายของเธอคนนั้น มันงอกออกมาตอนไหนกัน

ผมได้แต่ยืนตะลึงกับภาพงดงามตรงหน้า ธิดาแห่งความมืด เจ้าช่างงดงาม ดังเพชรงามใสที่เจียระไนด้วยช่างฝีมือชั้นยอด จะหาคำใดมาเปรียบก็คงไม่ได้

"เฟริน นายจริงๆด้วย" ผมยิ้ม น้ำตาไหลอาบแก้มทั้งสองข้าง และดูเธอจะตอบรับเสียงของผม เธอเงยหน้าขึ้น
ลืมตา และส่งยิ้มหวานให้อย่างเป็นมิตร ร่างบางน้อยๆค่อยๆ ยืดตัวออกจากการขดตัว ปีกสีดำสวยกางออกช้าๆ
และเริ่มกระพือปีกเบาๆ ลอยมาหยุดอยู่ตรงหน้าของผม

"นายยังไม่ตายใช่ไหมเฟริน" ผมเอ่ยถาม สองมือเกาะกุมอยู่กับมือของเธอ เธอส่ายหน้า ยิ้ม แต่ไม่ตอบกลับมา
ใบหน้างามโน้มเข้ามาใกล้ จุมพิตผมที่หน้าผาก เธอดึงผมขึ้นไปบินด้วยกันบนฟากฟ้า เราสองคนมองหน้ากันและกัน แล้วหัวเราะอย่างมีความสุข มาดน้ำแข็งถูกทิ้งไปชั่วคราว ผมอ้าปากจะบอกบางอย่างกับเฟริน แต่เหมือนกับถูกดักทางไว้แล้ว เธอเอามือมาปิดปากผม

"อย่าพูด คาโล นายจะทำให้เวลาความสุขของเราหมดไปอย่างไร้ประโยชน์ เก็บคำพูดไว้ แล้วเราสื่อกันด้วยภาษาใจ" เป็นไปได้ยังไง นายพูดโดยไม่ต้องอ้าปากเหรอเฟริน พูด โดยใช้ภาษาใจ เอาละ ฉันจะลองดู

นัยน์ตาสีน้ำตาลคู่โตพราวระริกอย่างถูกใจ เราโผบินไปด้วยกันบนฟ้ากว้าง มองเห็นพระจันทร์และเหล่าหมู่เมฆสวยงามลอยมาใกล้ ท่ามกลางเสียงพิณไพเราะที่ยังไม่จางหายไป ความสุขของพวกเรา ที่หาซื้อไม่ได้ด้วยเงินตรา
แต่บัดนี้ความตื้นตันใจเอ่อล้น เรายังมีกันและกันอยู่

หาวว "เหนื่อยซะแล้ว คาโลฉันว่าเราไปหาที่นั่งพักกันดีกว่านะ"

"เอาสิ" ผมพยักหน้า

เราร่อนลงไปที่พื้นนุ่มก่อนจะทรุดตัวลงนั่ง

"นายเหนื่อยมามากแล้ว หลับซะเถอะนะ หลับให้สบาย หลับให้สบาย"

"แต่นายก็เหนื่อยนี่เฟริน"

เธอส่ายหัว ยิ้มกว้าง

"ฉันไม่เป็นไร นายพักซะ คาโล" เธอโอบแขนทั้งสองเข้ากับบ่าของผม แล้วจู่ๆก็ดึงผมเข้าไปกอด

"เฟริน นี่นายไม่โกรธเรื่องของนายมาดัส กับเรื่องของแม่นายแล้วหรือไง" ผมหน้าแดง

เธอส่ายหน้า "แค้นแล้วได้อะไร ไม่แค้นแล้วได้อะไร"

"แค้นแล้วเป็นทุกข์ กับไม่แค้นแล้วมีความสุข ทุกคนย่อมมีเหตุผลส่วนตัวในการกระทำของตัวเอง ฉันมาวันนี้นายเห็นไหมว่าไม่ได้กวนนายเลย ฉันมามอบความปรารถนาสุดท้ายของฉันให้นาย คือทำให้นายมีความสุข" เธอต่อ

"หมายความว่ายังไง"

"ฉันน่ะ ตายไปแล้วนะคาโล นายยอมรับในข้อนี้หน่อยสิ"

"อืม" ผมสลดลง ไม่อยากจากกันอีก อุตส่าห์ได้พบกันอีกครั้ง

"หลับเถอะคาโล ฉันจะกอดนายไว้เอง" ดวงหน้าสวยจ้องเข้ามายังดวงตาของผม

"ฉันรักนาย คาโล จากนี้และตลอดไป ไม่ว่าฉันจะอยู่ที่ไหน" ใบหน้างามเศร้าลง

ผมหลับตาลงกระชับอ้อมกอดกับเจ้าหญิงแห่งบารามอสและเดมอสคนงาม ปีกสีดำรัตติกาลคู่โตโอบกอดเราทั้งสองไว้อย่างอบอุ่น เพลงพิณยังบรรเลง อนุสติของผมค่อยๆลางเลือน เหลือเพียงสัมผัส ที่แผ่วเบา

ดวงดารา วิบวับ อยู่กลางหาว สุกสกาว พราวพร่าง กระจ่างไข

เหมือนหนึ่งเทียน ส่องสว่าง ในทางไกล นางกลางใจ ของข้านี้ มีเพียงเธอ

เกล็ดแก้วแววฟ้าเวหาหน ศศิมลส่องกระจ่างในกลางหาว

เมฆากลับลับหายปลายฟ้าพราว สุกสกาวสว่างใสเพียงใจนาง

"คาโลตื่น ตื่น นายต้องไปเฝ้าไฮคิงแต่เช้าไม่ใช่เรอะ มามัวนอนอยู่แบบนี้ได้ยังไง" คิลเรียกพร้อมกับเขย่าตัวผม สติรับรู้ตื่นขึ้น นี่เราฝันไปหรือนี่ ดวงตาสีม่วงของนักฆ่าเพื่อนรักยังติดจะแดงๆ จมูกช้ำๆด้วยแรงสั่งน้ำมูกอยู่ตรงหน้า

"ขอบใจที่ปลุก คิล"

ล้างหน้าล้างตาเสร็จก็ออกมาทานอาหารกับเพื่อนๆทุกคน ทั้งผมและทุกคนต่างก็เศร้าซึม ดวงตาของทุกคนออกจะแดงๆเพราะเมื่อคืนก็ร้องไห้กันหมด เหมือนเป็นการไว้อาลัยให้กับสาวน้อยคนสำคัญแห่งป้อมอัศวิน

"คาโล" คิลเริ่ม

"เมื่อคืนฉันฝัน" คิลกล่าวพร้อมทำหน้าตาตื่น

"เฟรินมันมาหา"

"มีปีกสีดำใช่ไหม" ผมต่อให้

"ทำไมแกรู้" คิลมีสีหน้าตกใจ

"ฉันเองก็ด้วย" ผมตอบ

"ฝันบอกเหตุ" เสียงดังมาจากเบื้องหลัง

"ขอนั่งด้วยคน" บุรุษขอทาน โร เซวาเรสเอ่ย เขาเป็นคนเดียวที่ไม่ได้ยินดียินร้ายอะไรกับการตายของเฟริน หรือหมอนี่จะกุมความลับบางอย่างที่ยังไม่ได้บอกพวกเรากันนะ

"เล่ามา โร เซวาเรส ถ้านายยังไม่อยากเจ็บตัว ฝันบอกเหตุอะไรของนาย" คิลตาลุกวาวกล่าวเสียงเหี้ยม

"ฝันบอกเหตุ ไม่มีใครรู้ว่าเกิดขึ้นมาได้อย่างไร เกิดเพราะใครสร้าง มักจะเกิดขึ้นเฉพาะเมื่อมีเรื่องดีเกิดขึ้นโดยที่ไม่ได้คาดคิด" นายขอทานอธิบาย ดูเหมือนจะไม่มีข้อมูลมากนัก

"แต่เฟรินมันตาย! พวกแกก็เห็น" คิลตะคอก มือไม้สั่นระริก

"พอดีฉันไม่เคยเห็นฝันนั่น อธิบายไม่ได้ ขอโทษด้วยนะ" พูดจบก็ยกถ้วยชาขึ้นจิบ

เพล้ง! ถ้วยชาในมือของเดอะเบกการ์ หล่นลงกับพื้น แตกละเอียด คนถูกขัดขวางการดื่มชาเลิกคิ้วหน่อยหนึ่งแต่ยังเงียบ

"แก! กุมความลับอะไรอยู่ บอกมานะ" สถานการณ์เริ่มเครียดเมื่อคิลผู้ที่เป็นเพื่อนรักที่สุดของเฟริน และได้เฟรินเป็นเพื่อนคนแรกในชีวิตกำลังจะคลั่งและอาละวาด

นัยน์ตาสีม่วงสั่นระริกอย่างควบคุมไม่อยู่ รังสีฆ่าฟันแผ่ออกมาจากร่างนักฆ่า ความกดดันอันหนักอึ้งทำให้เพื่อนๆรอบบริเวณหายใจไม่ทั่วท้อง แต่นายโรยังเงียบ

"ฉันไม่รู้ โทษที ฉันต้องไปละ" นายขอทานยืนขึ้นท่ามกลางความใจหายใจคว่ำของเพื่อนๆว่าอาจมีการนองเลือด

โร เซวาเรส นายกล้ามาก! กล้าท้าทายความตายที่นักฆ่าแห่งซาเรสผู้นี้จะยื่นให้ สงสัยต้องมองมันใหม่

ผมกำลังจะเข้าไปหยุดคิลที่กำลังจะเอื้อมมือไปกระชากเสื้อด้านหลังของโรแต่เสียงสวรรค์จากเรนอนก็ดังขึ้น

"หยุดก่อนค่ะคุณคิล คิงบาโรเสด็จ" เมื่อนั้นคิลถึงได้สงบสติลงมาและเก็บงำความสงสัยเอาไว้

กษัตริย์หน้าบาก บาโร วาเนบลีดำเนินมาถึง ทุกคนก็คุกเข่าถวายบังคม พระเนตรตวัดมองไปยังพระโอรสอง8Nเดียวของพระองค์ และตรัสเสียงเรียบ

"คาโล ตามมา" จากนั้นจึงเสด็จออกไปจากวงของเหล่านักเรียนปีสองป้อมอัศวิน

"คิล แกเย็นไว้ เดี๋ยวฉันกลับมา" ผมแตะไหล่ของเพื่อนรักแล้วเดินตามเสด็จพ่อไป

"คราวหลังอย่าสาย" เสด็จพ่อตรัสระหว่างไปยังที่พักขององค์ไฮคิง ซึ่งใช้เป็นที่ประชุมกษัตริย์ด้วย

"หม่อมฉันผิดไปแล้ว ฝ่าบาท" ผมตอบหวังให้ท่านพ่อดีใจ แต่ท่านก็ยังเงียบ

เมื่อเรามาถึง กษัตริย์และเจ้าชายส่วนใหญ่ยังมาไม่ถึง ข่าวการสละราชสมบัติของไฮคิงเริ่มแพร่ไปในหมู่กษัตริย์ที่มาถึงก่อนบ้างแล้ว

"ริชาร์ด ท่านดูนะ ออกรบทั้งทีมาทิลด้าไม่ยอมใช้ดาบที่ข้ามอบให้ใหม่ไปใช้สู้ศึก" น้ำเสียงตัดพ้อกระซิบเบาๆลอยมาจากกษัตริย์เฮลด้าแห่งอเมซอน คิงริชาร์ดหัวเราะ หึหึ

"นี่ เฮลด้า ท่านสังเกตไหม ว่าดาบที่มาทิลด้าใช้น่ะ มันเป็นดาบเล่มแรกที่ท่านมอบให้นางในวันเกิด หยวนๆบ้างน่า ลูกที่ไหนออกรบและจะไม่คิดถึงพ่อแม่จนยอมทิ้งสิ่งสำคัญไปเล่า" ถ้อยคำตรัสของคิงผู้เจ้าชู้ทำเอากษัตริย์เข้มแข็งแห่งอเมซอนน้ำตาซึม

"แต่ แหม ก็น่าจะใช้ดาบที่ข้าให้" คิงอเมซอนยังไม่เลิก

ฟังถึงตรงนั้นเสด็จพ่อก็เบือนพระพักตร์ดุมาให้

คทาที่ท่านพ่อให้ด้ามแรกในชีวิตของผมมันถูกใช้ปิดน้ำวนแห่งเลทิสเมื่อคราวไปเดมอสครั้งแรกด้วยมือของผมเอง ขอพระราชทานอภัยโทษด้วย ฝ่าบาท

สักพักทั้งขบวนเจ้าชายและกษัตริย์ทุกประเทศแห่งเอเดนก็มาประชุมกันพรั่งพร้อม หลังจากหมอเทวดาโอเดล
ที่สมควรจะถูกเรียกว่าหมอผีโอเดลจึงจะถูกเรียกหาไข่มุกแสงจันทร์เพื่อต่อชีวิตองค์ไฮคิง เสด็จอาแห่งแอเรียสก็เสนอไข่มุกแสงจันทร์ของพระองค์ทันที แต่ด้วยคำทัดทานของกษัตริย์เฮลด้า เสด็จอาจึงต้องยอมจำนน ปล่อยความดีความชอบให้กษัตริย์แห่งอเมซอน ตามด้วยอาจารย์เจ้าชายชามัล เสด็จพ่อ และผมเอง

"สามสิบห้า สามสิบหก สามสิบเจ็ด" ลุงหมอนับไข่มุกจากมือของเด็กหนุ่มคนหนึ่งส่งไปยังอีกจานที่วาง
ข้างเคียง แต่ดูนายคนนั้นประหม่าเสียเหลือเกิน มือสั่น ตัวสั่น กลัวอย่างที่สุด ที่มีเหล่าเจ้าชาย และกษัตริย์ทั้งหลายจ้องมองราวกับเหยื่ออันโอชะ ถ้าเขาทำไข่มุกแสงจันทร์ตกสักเม็ด คงคอหลุด

กิ๊ง

ไข่มุกเม็ดหนึ่งหล่นลงพื้น

"ถ้าหายเม็ดหนึ่ง ข้าจะตัดหัวเจ้า" เสียงกษัตริย์องค์หนึ่งตวาดขึ้น นายคนนั้นทรุดลงกับพื้นสั่นพั่บๆ แล้วก็โดนไล่ออกไปข้างนอก ผมจึงต้องอาสาออกมานั่งนับไข่มุกต่อ แย่จริงๆ

"ลำบากนายท่านจนได้" ลุงหมอพึมพำก่อนนับต่อ ทั้งผมและลุงหมอนับต่อไปโดยไม่ได้สนใจเสียงมังกรข้างนอกกระโจม

ตัวเลขถูกหยุดลงที่สี่สิบเก้า เลขแห่งความตาย หรือมันจะถึงวาระแห่งพระองค์เสียแล้ว ไฮคิง

กษัตริย์กาเบรียลกล่าวว่าไม่ชอบเลขนี้เลย โธ่ ใครก็ไม่ชอบทั้งนั้นละพระองค์ เสด็จพ่อจึงต่ออย่างเสียไม่ได้ว่า สี่สิบเก้า ยังดีกว่าสี่สิบแปดวัน มันก็จริงแหละนะ ยืดพระชนม์ขององค์ไฮคิงได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งดี ถึงต้องเอาอะไรมาแลกเพื่อยื้อชีวิตมหาบุรุษแห่งเอเดน ทุกคนย่อมต้องยอม ไข่มุกแสงจันทร์ดูด้อยค่าลงไปเลยเมื่อเทียบกับพระชนม์ของพระองค์

"และห้าสิบก็ย่อมดีกว่าสี่สิบเก้า" เสียงใสๆของใครบางคนดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัว ทำเอาลูกมือบดยาคนหนึ่งเกือบเป็นลมสลบไป

เฟริน นี่ฉันไม่ได้ฝันไปใช่ไหม นายยังอยู่ นายไม่ตาย ถ้าไม่ติดสายตานับสิบนับร้อยภายในกระโจม ฉันคงกระโดดเข้าไปกอดนายแล้ว เป็นคิลคงทำอย่างเดียวกัน ความคิดนี้ทำเอาผมลอบยิ้มอย่างลับๆกับลุงหมอ เพิ่งรู้ว่าวิญญาณในคทานอกจากจะออกมาป้วนเปี้ยนได้ ยังรับรู้ถึงสภาวะจิตใจคนเป็นนายได้ด้วย แต่ภาพตรงหน้ามันก็ทำให้ผมต้องบึ้งหน้า สร้างปราการน้ำแข็งใส่ ไปซนอะไรมาน่ะแก้มบวมขนาดนั้น และถ้าไม่ติดสายตาในกระโจม ผมก็จะร่ายเวทย์รักษาและใส่ยาให้ทันทีเหมือนกัน

เธอหัวเราะแหะๆให้กับสายตาที่ถูกส่งมาจากทุกคนในกระโจมเพราะหมอนี่น่าจะตายไปแล้ว แต่กลับยังเป็นอยู่นี่สิปัญหา หรือภาพลวงตาที่พวกเดมอสสร้างขึ้น เพื่อข่มขวัญเอเดนกันนะ แต่ถึงสร้าง ก็คงไม่มีคนโง่คนไหนสร้างภาพลวงตาให้หน้าบวมเป่งแบบนี้ ผมเลยต้องปักใจเชื่อ ว่านี่น่ะ ตัวจริง

แน่ะ ยังมีหน้าไปบอกไม่ให้คนอื่นทำตาโต ก็ตัวเองน่ะ ปรากฏตัวผิดจังหวะนักนี่ แต่พอเจ้าหล่อนบอกว่าอัญเชิญไข่มุกแสงจันทร์ของเจ้าหญิงอลิเซียมาเท่านั้นละเสียงฮือฮาก็บังเกิด ขโมยตัวจ้อยจะหาญมาลองฤทธิ์เอาของปลอมมาหลอกอีกรึเปล่า

แต่เจ้าตัวก็ยังฉลาดพอที่จะเอาเสด็จพ่อเป็นเกราะกำบังความสงสัยนั้น ผมเองก็งงว่า ทำไมเสด็จพ่อต้องเป็นคนรับประกันให้ด้วยนะ เสด็จพ่อรับสั่งปรุงยาเสร็จผมก็เริ่มปรุงยาต่อไป แกล้งไม่สนใจใครบางคนที่ฝันหาเมื่อคืน ฝันบอกเหตุอย่างที่นายขอทานมันว่าจริงๆเสียด้วย ผมแทบจะเก็บอาการไม่อยู่ แต่ก็ไม่อยากจะไปขัดการสนทนาของเสด็จพ่อ จึงนั่งปรุงยา และฟังสาวเจ้าบดไข่มุกไป คุยกับเสด็จพ่อไป ว่าทำไมรอดตาย หน้าทำไมถึงบวม แล้วยังพาลมาถึงผมว่าถ้าเป็นผม เสด็จพ่อจะทำอย่างไร คำตอบที่ได้มันถูกใจนายเฟริน แต่มันไม่ถูกใจนายคาโลคนนี้เอาซะเลย เธอยังเล่าว่ารอดตายได้ยังไง ราชินีจันทราสุดแสบนี่เอง แถมยังมานั่งต้อนให้เสด็จพ่อพูดในสิ่งที่อัดอั้นใจมานานอีกด้วยแต่ก็ยังดีว่าที่พ่อตากับว่าที่ลูกสะใภ้ได้เจรจาพาทีกัน งานแต่งงานของเราคงจะได้จัดง่ายขึ้น แล้วหมอนั่นก็กลับไปเดมอส ด้วยตำแหน่งผู้เจรจายุติสงครามที่เจ้าตัวอาสา ทั้งๆที่ยังไม่ได้คุยอะไรกับผมเลยสักคำ พับผ่า!

สองวันให้หลังพวกเราและท่านมหาปราชญ์เลโมธีได้รับบัญชาคุ้มกันไฮคิงกลับไปรักษาตัวที่ปราสาทเอดินเบิร์ก การเดินทางครั้งนี้ถือว่าปลอดภัยใช้ได้ทีเดียว ปราชญ์เลโมธีคอยคุ้มกันคณะเดินทางอยู่ละก็ หายห่วง ยิ่งมีเจ้าหญิงแห่งบารามอสและเดมอสร่วมคณะอย่างนี้ รับรอง ผมไม่เบื่อเลย

หลังข่าวศึกตัดสินชี้ชะตาเอเดน-เดมอสถูกประกาศออกไป โรงเรียนเราก็วุ่นวายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ที่จะต้องจัดงานนี้ให้ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่คนลงสนามเราก็ยังไม่มี อะไรๆก็ยังไม่ได้ทำ อย่างเจ้าเฟรินว่า เอดินเบิร์กมันบ่จี๊

ช่วงนี้ดูคิลแฮปปี้เป็นพิเศษเพราะคู่หูคนสำคัญกลับมาช่วยกันป่วน หัวขโมยกับนักฆ่าทำงานร่วมกัน คงไม่มีอะไรสนุกไปกว่านี้ พวกมันช่วยกันทาสีหรือเล่นสีกันก็ยังไม่รู้ ผมมองแล้วยังอดลอบยิ้มไม่ได้

"เฮ้ย! คาโล ระวัง!"

ไม่ทันซะแล้ว เมื่อกระป๋องสีทั้งกระป๋องมันครอบอยู่บนหัวเจ้าชายแห่งคาโนวาลผู้นี้เสียแล้ว

เอาเถอะ พวกมันยังเล่นสนุกกันได้ก็เล่นไป เอาเวลาไปนั่งเครียดกับงานใหญ่ที่กำลังจะเกิดดีกว่า คิดแล้วผมจึงร่ายเวทย์ให้สีทั้งหมดหายใจจากเสื้อผ้า แล้วโยนกระป๋องสีกลับไปให้สองตัวยุ่งที่ยืนหน้าซีดกลัวการจับแช่แข็งอยู่ตรงนั้น

"คราวหลังระวังหน่อย ฉันไปประชุมละ" ผมบอก แล้วก็เลยเดินไปสมทบในห้องประชุม

"คิล แกว่าคาโลมันกินยาผิดรึเปล่า สีทั้งกระป๋องนะเฟ้ย" แม่ตัวยุ่งทำตาโตราวกับไม่เชื่อสายตา คิลยิ้มกริ่ม แปลความหมายไปอีกอย่าง

"มันยังดีใจที่แกกลับมาสู่อ้อมอกของมัน เรื่องแค่นี้ มันคงไม่เก็บเป็นอารมณ์ แต่คืนนี้ ระวังหน่อยก็ดี ฮ่ะ ฮ่ะ" สิ้นเสียงนักฆ่า เจ้าหญิงหัวขโมยก็คิดถึงสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นกับตัวเธอคืนนี้ พลันหน้าแดงจัดอย่างลูกตำลึงสุก ให้เพื่อนนักฆ่าที่ยืนข้างๆแอบหัวเราะ กิ๊กๆ กั๊กๆ อยู่คนเดียว

"ไอ้บ้าคิล แก ตาย!" แล้วสงครามสีย่อยๆระหว่างเจ้าหญิงกับนักฆ่าก็เริ่มขึ้นตรงนั้น

งานของผมคือการซ่อมแซมสนามกระดานหมากรุก แม้จะหนักหนาเอาการ แต่มันก็ทำให้ได้ฝึกเวทมนตร์ให้สูงไปอีกหลายขึ้น ปราชญ์เลโมธีได้กรุณาสอนผมหลายๆอย่าง ทั้งปรัชญาชีวิต เวทมนตร์ใหม่ๆที่ท่านคิดค้นได้ หรือแม้แต่วิธีทำอาหาร!

ตอนนี้งานทั้งหมดเสร็จเรียบร้อยแล้วเหลือแค่รอฟังข่าวว่าใครจะกลับมาช่วยเอเดนในยามนี้ จนต้องมานั่งคิดแผนหนึ่ง สอง หรือแม้แต่แผนที่สาม ลงไปลุยเล่นเอง

ผมทนไม่ไหวกับท่าทีเล่นๆของสาวคู่หมั้นแห่งคาโนวาล พูดมาได้ แผนจักจั่นลอกคราบ ใครเขาทำได้อย่างนายกัน ทั้งเกียรติ และศักดิ์ศรีของเอเดนนะงานนี้

"ถ้ามันไม่มีทางเลือก ฉันจะเป็นคิง" ผมตัดสินใจพูดออกไป และมันก็ต้องมีแผนซะหน่อย จริงไหม?
"แล้วก็ให้ เฟรินมันเดินหมาก" ดัดหลังคนอยากยุติสงคราม เอาภาระกู้โลกไปโยนให้ซะเลย หึหึ

หลังจากนั้นทุกคนก็วางตำแหน่งให้ตนเองกันมั่วไปหมดแม้แต่คนหลีกเลี่ยงลงสนามอย่างคิล ยังอยากเป็นม้า

"แล้วพวกแกจะรู้ว่าพวกแกตัดสินใจไม่ผิดเลยสักนิด!"

เอื๊อก เฟรินมันเอาจริง ถือว่าเชื่อใจทายาทตระกูลเดอเบอโรว์ดูสักครั้งละกัน ชะตาเอเดนถูกฝากอยู่ในมือทายาทอดีตตระกูลเชสมาสเตอร์เสียแล้ว

เฟรินมันยังอุตส่าห์เปิดเผยซะด้วยว่าผมกับมันเคยเจาะเวลาหาอดีตมาแล้ว โอย เลยต้องไปนั่งยืนยันกับมันด้วย แม้ว่ากัสจะขัดว่าไม่เคยได้ยินถึงศึกนี้ แต่พอเฟรินแจกแจงทุกคนก็หัวเราะครืน ฟังๆไปผมก็เพลินไปกับเขาเหมือนกัน แต่ก็ไม่รู้ว่าไปเคลิ้มหลับเอาอีท่าไหน

"แล้วนายยังหลับน้ำลายยืดด้วยนะ คาโล" สาวเจ้าแอบมาแย่งไมค์ไปพูดหน้าตาเฉย

"เฟริน!" เจ้าชายน้ำแข็งเดือดปุดๆแล้ว

สาวๆล่างเวทีพอได้ยินว่าเจ้าชายสุดหล่อหลับน้ำลายยืดก็กรีดร้องลั่นสนั่นทำเอาต้องปิดหูกันแทบไม่ทัน

คาโลคว้าไมค์มายืนพูดต่อ พร้อมทั้งส่งสายตาดุจนเจ้าหญิงแห่งบารามอสและเดมอสต้องล่าถอยกลับหลังเวทีไป

รุ่งขึ้นภาระอันหนักอึ้งของพวกเราป้อมอัศวินก็ถูกปลดลงเมื่อพวกป้อมอื่นๆกลับมาสานงานต่อ เหล่าพ่อค้าแม่ค้ากลับมาจับจองที่ทำกินกันต่อไป

แต่แผนฉุกเฉินก็ต้องถูกงัดมาใช้เมื่อเที่ยงคืนแล้ว สาสน์ด่วนฉบับที่สามถูกส่งมาถึง ความโกลาหลบังเกิดกับเหล่านักเรียนปีหนึ่งปีสองที่ยังนั่งถ่างตารอข่าว ต่างอดหลับอดนอนซักซ้อมและแจกแจงหน้าที่หลายๆอย่างให้แก่กัน

แล้วคนระดับบิ๊กๆของแต่ละป้อมก็ออกมาประชุมกัน ซึ่งผมเอง ก็ได้แต่นั่งฟัง

"ถอนคนเดินหมากซะ แล้วฉันจะยอมเป็นควีนในสนาม" น้ำคำของนางพญาเอฟิน่าทำผมปวดขมับ นี่จะแย่งกันเป็นคิงเพราะแค่หลงรูปผู้ชาย ให้ตาย แฟนเค้านั่งเป็นตัวเป็นตนอยู่แล้วยังจะให้ถอนแฟนเค้าจากกระดาน แล้วตัวเองจะยอมลงเป็นควีน เหอะ จ้างให้คนแบบนี้ก็ไม่อยากได้มาเป็นควีนหรอก นี่เล่นแย่งกันข้ามหัวผมเลยนะ

"มีแค่นี้ใช่ไหม"

เมื่อดูเหมือนจะตกลงกันได้แล้ว ผมจึงเอ่ยถาม แต่นายขอทานก็ยังอุตส่าห์พูดยั่ว ขอทิ้งลายคาโนวาลไว้หน่อยเถอะ

"ไม่มีเอเดน จะไม่มีเอดินเบิร์ก ไม่มีเอดินเบิร์ก จะไม่มีทั้งป้อมอัศวิน ปราสาทขุนนาง ปราการปราชญ์หรือแม้แต่แผ่นดินประชาชน แล้วถ้าวันนี้จะพังป้อมอัศวิน ปราสาทขุนนาง ปราการปราชญ์ แผ่นดินประชาชน เพื่อรักษา
เอเดนมันจะเป็นไปไม่ได้เชียวหรือ ศึกนี้ตำแหน่งคิงใครอยากได้นักก็เอาไป ฉันยินดีเป็นแค่เบี้ยสำรองข้างสนาม ถ้ามันจะทำให้เอเดนเป็นผู้ชนะ" แล้วผมก็เดินออกมา ขนาดตัวผมเองพูดเองยังขนลุก แล้วพวกนั้นได้แต่นั่งฟัง จะไม่เอ๋อไปเลยรึ แต่ความฝันให้ทุกคนเอ๋อของผมก็พังทลาย เมื่อเฟรินเดินออกมาล้อเลียน พร้อมกับนักฆ่างี่เง่า กับนายสารานุกรมขึ้นรา

"อย่าบอกนะว่านายหึง" ผมถามกลับ เจ้าตัวจึงหยุดพูด นั่งหน้าแดงไปโดยปริยาย

ตกลงว่าทุกคนยอมให้สาวเจ้าป้อมอัศวินเดินหมาก แล้วจะส่งรายชื่อคนที่เหมาะสมตำแหน่งต่างๆให้เฟรินพิจารณา เอาละ รับบทหนักหน่อยนะ เฟริน ฉันเอาใจช่วย

"ขอเพียงแค่รุกฆาต" ใช่ เพียงรุกฆาต ราชายักษ์เกรเซอร์ ล้มท่านได้ เอเดนจะมีชัย

คิลดึงดันจะขอสู้กับราชายักษ์เพราะติดใจที่พ่อของตนเองเคยแพ้

"ก่อนอื่นเลย คิล โร ฉันอยากได้นายสองคนเป็นม้า" เสียงเจื้อยแจ้วปลุกผมจากภวังค์

"แล้วสำหรับผู้ไม่ยอมเป็นคิง บิชอปขวาเป็นของนาย" เอ้า แค่แกล้งพูดว่ายอมเป็นเบี้ย ลดเราเป็นบิชอป เอาน่ะ ถ้าฉันเป็นบิชอปแล้วเอเดนจะชนะ ฉันยอม

รุ่งขึ้น

บัดนี้ ผมอยู่ในชุดบิชอป พร้อมออกศึกสำคัญกำคทาพิพากษาเอาไว้และจมอยู่กับความคิดของตัวเอง เอเดน เดมอส ศึกนี้ เทพธิดาแห่งชัยชนะจะยิ้มให้ฝ่ายไหน

แล้วก็มีคนออกมาประกาศว่า รุ่นพี่ลูคัส รุ่นพี่ลอเรนซ์กลับมาสู้ศึกกับพวกเรา แม้อยู่ในตำแหน่งเบี้ยต่ำต้อยไม่สมฝีมือก็เถอะ

เวลาใกล้เข้ามา ความเครียดขึ้งภายในห้องดูเหมือนจะถูกขึงให้ตึงขึ้นเรื่อยๆ เรื่อยๆ รอเวลาที่จะฉีกขาด ชี้ชะตา เอเดน แดนสวรรค์ กับ เดมอส แดนปีศาจ ความตายอาจมาเยือนพวกเขาหลังศึกนี้ มัจจุราชที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดกำลังมองหาใครกันนะ?

ประตูถูกเปิดอีกครั้ง เรนอนมาพร้อมกับยาประคองชีวิตของปราชญ์เลโมธี นั่นเหมือนกับทำลายกำลังใจที่เหลือน้อยอยู่แล้วของแต่ละคนให้ยิ่งหมดไปเร็วขึ้น

ผมควรจะทำยังไงดี เพื่อเอเดน ดินแดนที่รัก ดินแดนที่เกิด และดินแดนที่จะขออาศัยเป็นที่ฝังร่างอยู่หลังจากหมดลม

เราจะแพ้ไม่ได้ ให้เดมอสเห็นไปว่าพวกเราเข้มแข็งพวกเราจะล้มเผ่าพันธุ์ปีศาจ

พวกเราจะมีชัยชนะอันเป็นนิรันดร นิรันดรอย่างนั้นหรือ

"ชัยชนะอันเป็นนิรันดร"

ผมขว้างแก้วลงกับพื้น สบตากับทุกคน และพูดในสิ่งที่ได้คิดไว้ในใจ พูดความในใจออกมาอย่างหมดเปลือก

"เพื่อศึกนี้ จะขอหลั่งเลือด พลีชีพ จะไม่มีคำว่าถอย จะขอสู้จนกว่าจะได้ชัย ขอสู้แม้เป็นคนสุดท้ายหรือคนเดียวที่จะสู้ สู้ให้ประวัติศาสตร์ต้องจารึกว่า ครั้งหนึ่ง ที่นี่ วันนี้ ข้า มีชัยเหนือเดมอส" พูดจบ เลือดในกายเหมือนจะตอบรับกับคำพูด เลือดในกายฉีดพล่าน ความมั่นใจกลับคืนมาทั้งหมด และเพิ่มเกินร้อย ผมพร้อมแล้ว สำหรับศึกนี้

เสียงแก้วใบที่สองทิ้งเพล้ง รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าซาตาน

"เพื่อแผ่นดินข้าจะขอห้าวหาญ"

เสียงแก้วใบที่สามมาจากนักบวชหน้าบูด ที่บัดนี้ขยับรอยยิ้มอย่างหาได้ยาก

"มุ่งสืบปณิธานแห่งความหวัง"

แล้วเสียงแก้วนับสิบก็ดังขึ้นอย่างไม่ได้นัดหมาย กับเสียงที่เอ่ยขึ้นเกือบจะพร้อมๆกัน

"โบกธงทองลั่นกลองรบดัง"

เหลือเฟรินคนเดียวที่มันยังไม่รับมุขพร้อมกับคนอื่น แต่ค่อยๆยกแก้วของตนเองขึ้นสูง ก่อนจะปล่อยให้แรงโน้มถ่วงช่วยให้แก้วใบสุดท้ายแตกเพล้งลงพร้อมประโยคสุดท้ายที่พาให้จิตใจนักกีฬาพร้อมสู้ศึกอย่างที่สุด

"แสดงพลังนักรบราชา!" แล้วเจ้าหล่อนก็หยิบตราทัพชูสูงขึ้น

ชัยชนะที่เกินเอื้อม ศึกระหว่างมนุษย์และปีศาจ บัดนี้ ถึงคราตัดสิน!

เพลงโรงเรียนดังขึ้น ปลุกวิญญาณนักรบแห่งเอดินเบิร์กให้ตื่นขึ้นอย่างสุดตัว เวลายาวนานที่รอคอย มาถึงแล้ว

เพื่อแผ่นดินข้าจะขอห้าวหาญ
มุ่งสืบสานปณิธานแห่งความหวัง
โบกธงทองลั่นกลองรบก้องดัง
แสดงพลังนักรบราชา

เพื่อแผ่นดินข้าจะขอองอาจ
มุ่งพิฆาตไพรีที่โหมบ่า
ขอปกปักผืนแผ่นดินมารดา
เชิดชูค่าผู้รับใช้ธานี

เพื่อแผ่นดินข้าจะขอเปรื่องปราด
ให้ความโอภาสอยู่คู่แดนบุรี
ทั้งกายใจ เลือดเนื้อ ยอมพลี
ประกาศศักดิ์ศรีจอมปราชญ์ราชันย์

เพื่อแผ่นดินข้าจะขอสละ
อุตสาหะ ฝ่าฟันมุ่งมั่น
หวังให้สุขสถิตอยู่ชั่วกัลป์
เหลือนามนิรันดร์ในหัวใจปวงชน

ผมและทุกคนๆลงมายืนประจำตำแหน่งของตัวเองก่อนที่เฟรินจะไปยังเต็นท์ปะรำพิธีที่พ่อปีศาจของเธอรออยู่ แต่พอจะประกาศชื่อคนเดินหมากเท่านั้น คนประกาศก็เกิดกระอักกระอ่วนใจ เพราะเพียงพระนามแห่งจ้าวปีศาจถูกประกาศออกไป ชาวเดมอสก็กู่ร้องเชียร์สุดเสียงซะจนอัฒจันทร์สั่น แล้วนี่ถ้าประกาศไปว่าคนเดินหมากฝั่งเอเดนถูกประกาศเป็นเจ้าหญิงแห่งเดมอสขึ้นมาละก็ เอเดนคงไม่ต้องหวังจะมีขวัญกำลังใจเหลืออยู่เลย คนประกาศเลยวิ่งทั่กๆไปปรึกษามหาปราชญ์ว่าจะให้ใช้ยศไหน ตอนนี้ไม่ใช่ผู้ชาย จะเอายศหัวขโมยให้ก็กระดากปากคนพูด แถมหวิดๆถ้าคิงปีศาจที่ประทับในเต็นท์กริ้วกับยศพระธิดาขึ้นมา มีสิทธิ์คอขาดในฐานหมิ่นพระเกียรติพระธิดาหัวแก้วหัวแหวนแน่ๆ

"ฝั่งเอเดน ผู้เดินหมาก เจ้าหญิง เฟลิโอน่า เกรเดเวล เดอะปริ้นเซส ออฟ บารามอส!" คนประกาศยังหวั่นๆ เลยพูดคำว่าบารามอส เสร็จแล้วรีบวิ่งลงจากแท่นพิธีหนีหายไปเลยเป็นที่ขบขันของทุกคน ไม่เว้นราชินีจันทราผู้เลอโฉมที่ประทับทอดพระเนตรการแข่งขันข้างสนาม

แตรสัญญาณเริ่มการแข่งขันดังขึ้น ผมกระชับคทาพิพากษาในมือให้แน่นขึ้น มองไปทางคิลเห็นยืนยิ้มอย่างสบายอารมณ์ นายสารานุกรมนั่นก็ดูเหมือนจะเต๊ะท่ายิ้มสบายๆ ผิดไปที่ว่าด้านรุ่นพี่ลูคัสและรุ่นพี่ลอเรนซ์ดูเคร่งขรึมขึ้นมาอย่างกะทันหัน มองไปด้านอื่นเห็นนักรบจากป้อมอื่นยืนสั่นพั่บๆ อย่างกับเจอผีในหนังสือนิทานออกมาเดินเพ่นพ่านยังไงยังงั้น

ฝั่งเดมอสดูเหมือนจะมีแต่พวกขุนศึกชั้นล่างๆของเดมอสมายืนอวดโฉมกัน คนแคระดำจากหุบเขาหัวกะโหลก จะว่าฝีมือก็ใช่ย่อยเพียงแต่อยู่นอกเขตเดมอส ฝีมือจะยังดีอยู่รึเปล่านี่สิ นักรบสาวแสนสวยบนหลังมังกรเพลิง มนุษย์หมาป่าผอมบักโกรก พ่อมด นักบวชทมิฬ และอีกหลายๆสัญชาติ หลายเผ่าพันธุ์ที่เดมอสขนกันมาอย่างคณะละครสัตว์ หันมองอีกที เอเดนเราก็ไม่แพ้กัน คิง ควีน เลือกกันยังไง ให้ออกมาขายหน้าประชาชี เป็นสาวทั้งคู่
แถมคนเป็นคิง คือ เอฟิน่า ไหนว่าจะยอมลงควีน คราวนี้ใฝ่สูงถึงคิง น่าขันนัก

เสียงใสสั่งเบี้ยเดินเป็นตัวแรกแล้ว สงครามบนกระดานสี่เหลี่ยมที่ไม่ต้องสูญเสียเท่าสงครามจริง อุบัติแล้ว

ศึกแรก! ซาตานปะทะคนแคระ!

ในช่วงแรกดูเหมือนรุ่นพี่ลูคัสจะได้เปรียบไม่น้อยแต่ทุกคนก็ต้องกลับมาคิดหนักเมื่อหัวใจและชิ้นส่วนร่างกายส่วนต่างๆของเจ้าคนแคระถูกเก็บเข้าร่างอีกครั้ง ฤทธิ์คนแคระดำเดมอส ไม่ลดลงเลย ถือขวานกลับเข้าปะทะอีกแล้ว ลมหายใจคนลุ้นแทบหยุดเต้น เมื่อเอเดนกำลังแย่ นี่ขนาดแค่ศึกแรกนะ!

แต่เจ้าหญิงหัวขโมยก็ส่งนักบวชลงมาปราบคนแคระดำ ดูเหมือนนักบวชศักดิ์สิทธิ์ รุ่นพี่ลอเรนซ์จะรอโอกาสนี้มานาน ลงสนามรบได้ทีคัมภีร์มนตร์สวรรค์ก็แผลงฤทธิ์อย่างรวดเร็ว

แล้วเฟรินก็สั่งรุ่นพี่ลูคัสไปเล่นจ๊ะเอ๋กับมนุษย์หมาป่าผอมบักโกรกตนนั้น พักเดียว ชัยชนะแรกก็เป็นของเอเดน เมื่อเพลิงของพี่ลูคัสดับไปพร้อมกับชีวิตเจ้ามนุษย์หมาป่านั่น

ตาต่อมาเจ้าหล่อนส่งพี่ลูคัสบุกต่อ กะรวบรัดจบกระดานเลยกระมัง แวบเดียวมือซ้ายของพี่ลูคัสก็ถือหัวคู่ต่อสู้
มือขวาถือหัวใจสดๆ พร้อมหน้าเปื้อนยิ้มอย่างพอใจของซาตานแห่งป้อมอัศวิน

ท่านจ้าวสั่งคิงราชายักษ์ลงกำจัดเบี้ยซาตานแห่งเอเดนทันทีทันใด ดูเหมือนคราวนี้พี่ลูคัสจะเสียเปรียบเมื่องูสองหัวไม่ทำตามสั่ง ดาบกับกระบองใหญ่ จึงต้องปะทะกัน

ทางด้านพี่ลอเรนซ์ ก็เพิ่งรับชัยชนะจากคนแคระดำแห่งเดมอส ประมาทท่านไม่ได้เลย ท่านนักบวช

ตอนนี้เดมอสเสียไปสาม เอเดนยังไม่เสียสักคน จ้าวปีศาจจึงออกคำสั่งให้นักรบหญิงบนมังกรเพลิงมากำจัดเบี้ยที่หาญกล้ากำจัดเผ่าพันธุ์ปีศาจ

แล้วการสูญเสียแรกของเอเดนก็คือพี่ลอเรนซ์ ดอร์น เดอะพรีส ออฟแอเรียส

เกมเริ่มร้อนระอุ กับคำสั่งที่สั่งสลับกันไปมาอย่างไม่หยุด จนมาถึงศึกของนายขอทานกับพ่อมดเดมอส

โรร้ายกาจไม่เบา แต่ฝ่ายนู้นก็ใช่ย่อย ผลัดกันโจมตี ก่อนการระเบิดครั้งใหญ่จะทำให้เราสูญเสียม้าดีไปเป็นคนที่สองในศึกนี้

ดูเหมือนเฟรินจะตกอกตกใจกับเหตุการณ์นี้มาก พยายามมองลงมาในสนามอย่างกระวนกระวาย เอ๊ะนั่น ข้างบนนั่น กำลังวางหมากกระดานกันใหม่เหรอ แล้ว อ้าว บิชอปเดมอสเดินลงไปอย่างหัวเสีย

โดยไม่ทันตั้งตัว คำสั่งให้ราชายักษ์เกรเซอร์ลงมากำจัดบิชอปอย่างผมก็ถูกสั่งลงมา และบัดนี้ คิลก็ลงมาสมทบ

"เบี้ยหกเอฟแปด เปลี่ยนม้าสาม แล้วขอเปลี่ยนตัว" สิ้นเสียงประกาศ ยัยตัวดีก็คว้าผ้าปฐพีลงมาร่วมศึกของพวกเรา หมอนี่ คิดอะไรอยู่กันนะ

ไม่มีเวลาคิด ผมสร้างกำแพงน้ำแข็งกั้นกระบองหนักที่ถูกส่งจากราชายักษ์ใจดีแทบไม่ทัน

"ม้าสาม จีหก รุกฆาต!" สิ้นเสียง เจ้าตัวก็วิ่งมายังช่องกระดานที่ผม ราชายักษ์ และคิลยืนอยู่ ท่ามกลางความตะลึง
สาวบ้าเลือดก็วิ่งไปเอาดาบปะทะกระบอง ผมกับคิลจึงโยกหลบมาก่อน แล้วเจ้าตัวก็ถูกเสด็จอาของตัวเองถีบกระเด็นตามมา ทำใจผมปั่นป่วน อย่าเป็นอะไรนะ ท่าไม่ดี ฮีลช็อต ลงมาจัดการแทนทีเถอะ!

ว่างเว้นจากการพะวงหน้าพะวงหลังแล้ว หันไปดุแม่ตัวดีซะหน่อยเป็นไร

"แกเป็นคนถือป้าย ลงมายุ่งทำไม" แล้วดูมันตอบ

"ของสนุกมันต้องแบ่งกันเล่น จริงไหมคิล"

นายนักฆ่าหัวเราะหึ เช็ดเลือดข้างแก้ม ก่อนหันมาทางผม

"ฉันก็ว่าแล้วว่ามันไม่มีทางยอมแค่นั่งเดินหมาก"

เราสามคนหันมาสบตากันอย่างรู้ใจ แล้วเธอก็เอ่ย

"ใช่ เพราะศึกนี้จะเป็นศึกสุดท้าย"

ผมเรียกฮีลช็อตกลับมา

"วีสกาย่า!" พายุน้ำแข็งโถมไปเบื้องหน้า พร้อมๆกับคิลที่พุ่งตัวออกไปจู่โจม บัดนี้ราชายักษ์ถูกการโจมตีผสานของพวกเราเล่นงานแล้ว ถูกโจมตีด้วยไฟฟ้าแรงสูงและพายุน้ำแข็งพร้อมๆกัน ใครมันจะไปไหว ยักษ์ก็ต้องล้ม

"เมื่อฝ่าบาทไม่ยอมแพ้ ก็จะโทษเป็นความผิดหม่อมฉันไม่ได้" เฟรินตะโกน แล้ววิ่งตรงเข้ามาอย่างเร็วและแรง
จนผมและคิลต้องรีบโดดหลบ เมื่อคำสั่งรุกฆาตของจ้าวปีศาจดังขึ้นพร้อมเสียงระเบิด

ดาบใหญ่ถูกตวัดลงไปที่ราชายักษ์แห่งแดนโลกันตร์อย่างงดงาม แต่มันก็สายไปแล้ว เมื่อควีนที่หาญจะอวดดีมาเป็นคิงอย่างเอฟิน่าถูกรุกฆาตไปก่อนเพียงชั่วเสี้ยวของเสี้ยววินาที

แตรสิ้นสุดการแข่งขันดังขึ้นพร้อมกับแตรเสด็จของทัพกษัตริย์หลวง ที่มาเพื่อรับรู้ความพ่ายแพ้ของเอเดน
ก่อนสภากษัตริย์จะเชิญจ้าวเอวิเดสและคณะไปทำสัญญาสงบศึกเพื่อรับรองตามพันธะสัญญา

นักกีฬาทุกคนนั่งลงแผ่กับพื้น บางคนถึงกับนอนแผ่ นั่งร้องไห้ ตีอกชกลมอย่างขัดใจเป็นที่สุด บางคนยังไม่ทันได้สู้ เอเดนยังเดินไปเพียงไม่กี่ตา แต่นี่ ก็คงเป็นเพราะโชคชะตา ของเหล่ามนุษย์ผู้โง่เขลาละมั้ง เบี้ยสี่ตัวยังไม่ได้ออกโรง เรือทั้งสองยังไม่ได้แม้แต่จะขยับ และที่น่าแค้นที่สุด นางพญาแห่งเอเธนส์ที่หาญมาเป็นคิง โดนโจมตีทีเดียว ไม่ได้แม้แต่จะสู้แถมยังโดนเป่ากระเด็นให้เค้ารุกฆาตง่ายๆ

ผู้ชมในสนามเริ่มทยอยกันออกไป เตรียมรับชะตากรรมที่ธิดาแห่งความมืดเป็นผู้หยิบยื่น

หากเอเดนชนะ แผ่นดินที่เคยครองอยู่ในเดมอสก็เอาไป แต่หากเดมอสชนะ เอเดนต้องถอนทัพออกไปทันที พร้อมอพยพชาวเอเดนที่ยกมาตั้งถิ่นฐานย้ายออกไปด้วย และยกตำแหน่งไฮคิงแห่งเอเดนให้กับจ้าวปีศาจ

เจ็บแค้น! คำนี้ผุดขึ้นกลางใจ

เจ็บปวด! อีกคำที่ตามออกมา

ฉันรู้ เฟริน ฐานะของนายที่เป็นทั้งครึ่งเอเดน และครึ่งเดมอส อย่างไรก็ไม่มีทางกลืนเข้าคายออก

เอเดนชนะ เป็นคนบาปของเดมอส เดมอสชนะ เป็นคนถ่อยของเอเดน

คนที่รับภาระหนักกว่าใคร คนที่ตอนนี้ต้องการกำลังใจที่สุด กลับหายตัวไปอย่างลึกลับ เฟริน หรือนายจะขโมยหัวใจของฉันติดตัวนายออกไปท่องเที่ยวเลียแผลใจคนเดียวซะแล้วล่ะ ทิ้งฉันไว้คนเดียวกระนั้นหรือ

สองเดือนแล้ว ที่อยู่แต่ในเอดินเบิร์ก อยู่ไปวันๆอยู่เพียงเพื่อรอคอยใครคนหนึ่งให้กลับมา คนที่เป็นเสมือนดวงใจของผม คนที่มีค่าประดุจเพชรงามล้ำค่า ขาดเธอไป ฉันคงต้องแข็งตายเพราะน้ำแข็งในจิตใจ กลับมาเถอะ กลับมาหลอมน้ำแข็งในใจให้ฉันที เพราะมันมีแต่เธอเท่านั้นที่สามารถทำมันได้ คนเดียว ในโลกนี้

"เหตุการณ์ในตอนนั้น" ชายผู้มีเรือนผมสีเงินยืนเป็นสง่าอยู่บนเวทีขยับตัวนิดหน่อย ก่อนเล่าเรื่องต่อไป

คิลเปิดประตูห้องเข้ามา

กระดาษขาวปลิวอยู่ในอากาศก่อนจะค่อยๆตกลงมาสู่พื้นอย่างเชื่องช้า กระดาษหล่นเกลื่อนห้องไปหมด เมื่อหยิบกระดาษนั่นขึ้นมาดู ทุกแผ่น มีแต่คำว่า 'เฟริน' เขียนซ้ำไปซ้ำมาจนหมดหน้ากระดาษ และหน้าหลังก็ยังมีเช่นกัน

มันทำให้นายนักฆ่าตกใจมาก ไม่ได้ตกใจที่จะเปลืองกระดาษ แต่ตกใจว่าคาโลเป็นเอามาก เฟรินหายไปสองเดือนได้แล้ว ข่าวคราวไม่มีส่งมา อาจจะลงใต้ออกจากเอเดนไปก็ได้

คาโล เจ้าชายหอคอยงาช้าง ฤๅมิใช่! ร่างที่เป็นเหมือนเพียงตุ๊กตาที่มีชีวิตนั่งบนโต๊ะทำงานในมุมมืดหนึ่งของห้อง ไฟถูกปิดมืด มีเพียงแสงไฟจากโป๊ะที่เปิดอยู่บนโต๊ะนั้น คิลจึงขยับเข้าไปใกล้ ดวงตาสีฟ้าเบือนมาสบ ก่อนเอ่ยคำอย่างยากเย็น

"เฟริน นายเหรอ"

ทายาทนักฆ่าไม่ตอบ เพียงเสมองไปทางอื่นอย่างปวดร้าว แม้เอเดนจะได้ชัยชนะกลับคืนมา จนมีการฉลองเจ็ดวันเจ็ดคืน แต่สิบสี่บุรุษกับอีกสามสตรีแห่งป้อมอัศวินกลับปวดร้าว กับการหนีจากไปของน้อยผู้เป็นหัวใจของเพื่อนๆ และคนที่เจ็บปวดที่สุด ก็ยืนอยู่ข้างหน้าเขาแล้ว คาโล วาเนบลี ตั้งแต่เฟรินหายตัวไป คาโลก็เอาแต่เก็บตัวในห้องมืดๆ พร่ำเพ้อหาแต่เฟรินมัน ห้องนอน บัดนี้กลายเป็น ดินแดนน้ำแข็งขนาดย่อม

"คิล นายช่วยอะไรฉันอย่างได้ไหม" คาโลละมือจากปากกาที่ถืออยู่

"อะไร"

"ไปหาทุกคนแล้วออกตามหาเฟรินกัน ฉันทนรอไม่ไหวแล้ว"

"อืม ไป"

คาโลกับคิลเดินลงไปในห้องนั่งเล่นรวมที่เพื่อนๆกำลังนั่งเครียดอยู่

"ตกลงเราจะใช้เส้นทางไหนตามหาเฟรินดี" มาทิลด้าเงยหน้าจากแผนที่ ที่ก้มดูเป็นเวลานาน

"คิดว่าสองเดือนมานี่ เดินทางถ้าไม่เดินเท้าก็เกวียน คงยังไปได้ไม่ไกลมาก คาดว่ายังอยู่ในเอเดน เพราะทางเดมอสก็แจ้งมาว่าไม่พบตัว"

"ฉันมีไอเดีย" เสียงคุ้นหูดังมาจากด้านหลัง อาเธอร์ บริสตั้น เจ้าชายใจสิงห์แห่งซาเรสนั่นเอง

"ลมอะไรพัดท่านมาถึงป้อมอัศวิน" รุ่นพี่โซมาเนียเอ่ยทัก

"โรเวนไปตามฉันมาน่ะ บอกว่าจะหนาวตายอยู่แล้ว" ถ้อยคำเย้าเจ้าชายแห่งซาเรส

จริง เตาหลอมน้ำแข็งแห่งเดมอสไม่อยู่สักเครื่อง เครื่องผลิตน้ำแข็งแห่งคาโนวาลเลยขยันผลิตน้ำแข็งจนป้อมเรามีน้ำแข็งเกาะแล้ว ฉันคงต้องเกณฑ์เด็กๆในป้อมไปเซาะออก เจ้าชายโรเวนพูดกลั้วหัวเราะ

ส่งข่าวประกาศจับเฟรินไปทุกเมืองทันที! คำเฉียบขาดสั่งมาจากเจ้าชายใจสิงห์

เฟรินไม่ใช่นักโทษ! ปริ้นซ์อาเธอร์ คาโลออกรับ

เย็นไว้คาโล นี่เป็นแผนล่อยอดนักตุ๋นให้ติดกับ ฟังคำเจ้าชายโรเวน คาโลจึงเข้าใจ

ในตอนนั้นผมเองก็ตกใจมาก ไม่นึกว่ารุ่นพี่อาเธอร์จะใช้แผนนี้ คาโลยังพูดต่อไป ท่ามกลางเสียงกรี๊ดดังสนั่นของสาวๆ คาโลจึงปล่อยพายุหิมะไปแช่แข็งสาวคนที่กรี๊ด จนเงียบลง แล้วชายหนุ่มก็เริ่มเล่าต่อ

ขอบคุณท่านมาก เจ้าชายอาเธอร์ ผมกล่าวขอบคุณออกไป แต่เจ้าชายใจสิงห์ยังว่า

ไม่เป็นไร คนมันเคยเดินทางด้วยกัน แค่นี้ จิ๊บจ๊อย ฉันไบรท์ที่สุดในปราสาทขุนนางอยู่แล้ว แต่ป้อมอัศวินช่วยจ่ายหนี้ที่เหลือยาวเป็นบัญชีหางว่าวเร็วๆด้วยล่ะ และถือซะว่าคราวนี้คาโนวาลเป็นหนี้ซาเรส ถ้อยคำน่าถีบจากเจ้าชายซาเรส ทำให้คนป้อมอัศวินที่เหลืออยู่กุมขมับ ก็ป้อมเรามันบ่จี๊ ได้ทีเกทับเลยนะท่าน

มังกรเร็วถูกส่งไปทำงานตามถนัดอีกครั้ง มังกรเหล่านั้นถูกส่งไปโดยคาโนวาลเท่าจำนวนประเทศที่มีในเอเดนทั้งหมด โดยมีเงื่อนไขว่า ถ้าส่งหมายจับไปไม่ทันตะวันลาขอบฟ้า คนที่ไปส่งไม่ถึง จะถูกกุดหัวเสียบประจานความโหลยโท่ยที่ทำงานง่ายๆไม่สำเร็จ ซึ่งจริงๆแล้วผมก็แค่ขู่เล่นไปงั้น แต่ทุกคนก็ยังส่งครบอยู่ดี เพราะกลัวพระราชอาญาคาโนวาล

นายมาดัสติดเบ็ดเจ้าชายใจสิงห์ หรือรู้ใจพวกเราก็ไม่ทราบ เพราะสามวันต่อมาผมได้รับแจ้งจากท่าเรือสกาเลท เมืองสกอร์ปิโอ จริงๆแล้วก็ยังไม่แน่ใจว่าจะใช่รึเปล่า เพราะหลายๆเมืองก็แจ้งมาในเวลาเดียวกัน

พวกเราสิบเจ็ดคนจึงแยกย้ายไปดูกันคนละเมืองส่วนเมืองที่เหลือได้ยินว่าคนจากปราสาทขุนนางไปดู ซึ่งได้ยินว่า งานนี้ปราสาทขุนนางชาร์จค่าเดินทางเราซะอ่วม

แต่ผมคาดว่าน่าจะใช่ที่สกอร์ปิโอ เพราะจากคำให้การ ชายหัวล้านดูท้วมๆเป็นคนพาเด็กสาวมา ลักษณะถูกต้องแถมยังมีดาบใหญ่ๆสะพายติดตัว ดูท่าทางแรงเยอะเอาการเสียด้วย จะเป็นนายรึเปล่านะเฟริน ถ้าเจอล่ะ น่าดู

ตามทางผมแวะรับคิล มาทิลด้า โร และครี้ด ที่ไปดูตัวตามหมายจับเฟรินในเมืองต่างๆและเผอิญเสร็จก่อน

ฉันว่าที่นี่น่าจะใช่ เลือดในตัวมันบอกอย่างนั้น นายคนเลือดทริสทอร์ประกาศออกมาระหว่างนั่งบนเกวียน

ถ้าไม่เจออีก คราวนี้ฉันจะไปสืบๆดูที่แถวสโนว์แลนด์เผื่อสาวน้อยป้อมอัศวินเกิดติดใจน้ำแข็ง คำเย้าดังมาจาก
ครี้ด ทำให้นายนักฆ่าหัวเราะ หึหึ แล้วตบบ่าผมเป็นเชิงปลอบขวัญ

นี่ คาโล ถ้าเจอแล้วนายจะทำยังไงต่อ มาทิลด้าพูดอย่างให้กำลังใจ

จัดการ ผมพูดสั้นๆ แต่ก็ไม่ได้บอกว่าจะจัดการอย่างไร

ทำไมถึงได้ขังห้องใต้ดิน ท่านควรจะจัดห้องที่ดีกว่านี้นะผู้คุม นัยน์ตานักฆ่ามีแววระริก เมื่อเพื่อนรักถูกจับยัดกรงในห้องขังใต้ดินที่เหม็นและอับชื้น

ผู้กองทำหน้าบูดเมื่อถูกเรียกเหลือเพียงผู้คุม แต่ก็ไม่กล้าหือกับพระสหายของเจ้าชายแห่งคาโนวาลและเจ้าหญิงแห่งอเมซอนจึงหันไปประจบเลียแข้งเลียขาแทนการตอบ

หม่อมฉันดีใจแทบแย่ ที่ฝ่าบาทเสด็จมาถึงกันจนได้ กว่าจะได้ตัวมาลำบากมาก

ฮึ ก็ควรจะลำบากมากนั่นแหละแรงหมอนั่นเยอะจะตาย แต่คนสอพลออย่างเจ้า คงไม่ได้จับเอง

ขอบใจ แล้วกุญแจ มาทิลด้าร้องขอกุญแจ เสียงขยับภายในกรงทำให้พอแน่ใจว่าคนในกรงขังยังมีสติรับรู้

หมดธุระท่านแล้ว อีกเดี๋ยวฉันจะตามไปจัดการเรื่องรับมอบตัว มาทิลด้าเอ่ยไล่

แต่พอเดินเข้าไปใกล้ หัวขโมยที่ถูกจับขังถึงกับร้องจ๊าก

จะร้องอะไรนัก ทำยังกับเห็นผี มาทิลด้าแหวใส่

ง่า ก็แล้วเธอ กับ กับ เฟรินเอ่ย แล้วหันมาทางนายขอทาน ซึ่งเจ้าตัวก็ขานรับ

ฉัน? ก็แล้วนายคิดว่าพวกฉันมาทำไมกันล่ะ โรขยับตัวไปเปิดกรงที่กักขังอิสรภาพของหัวขโมยตัวจ้อย

พอได้อิสรภาพเท่านั้นละ เจ้าหญิงหัวขโมยก็ถึงกับวิ่งจู๊ด ยังดีที่คนอื่นๆถอยเพื่อไม่ให้ชน แต่เรื่องอะไรที่ชาติ
นักรบอย่างคาโนวาลต้องหลีก สาวเจ้าเลยชนผมโครมเข้าเต็มรัก งานนี้ต้องจับสั่งสอน ผมจึงบีบต้นแขนเจ้าตัวไว้ ให้ตื่นมารับความจริง ครี้ดหัวเราะอะไรก็ไม่รู้ลั่นห้องแคบๆนี่ มาทิลด้าถอนใจ คิลก็ยังคงหัวเราะตามแบบฉบับของตน

จะหนีอีกไหม ผมแกล้งขู่เสียงเย็นเครียดๆ ผมรู้สึกไม่ดีเวลาที่เฟรินมันจะหนีนี่นา เจ้าตัวเลยรับว่าจะไม่หนีแล้ว แถมยังโบ้ยมาทางมาทิลด้ากับโร เจ้าหญิงแห่งอเมซอนจึงชี้แจงทั้งหมดว่าเรนอนวางแผนซะเนียน สมเป็นมันสมองที่มาจากคาโนวาล หึหึ ปราชญ์เลโมธีกับราชินีจันทราก็ยังช่วยดูแลอีกด้วยซึ่งดูเจ้าตัวงุนงงสุดขีด

สุดท้ายเอเดนก็ชนะศึก เจรจาสันติภาพก็ทำกันเรียบร้อย ดังนั้นนายควรจะสบายใจ แล้วเลิกหนีได้แล้ว น้ำคำจี้ใจดำอย่างที่สุดดังมาจากนายตาเดียวสุดกวน แต่เจ้าตัวยุ่งก็แก้ว่าจะไปหาความสุขที่เกาะสวรรค์แดนใต้ มันน่านัก!

เจ้าตัวดียังเล่นตัวไม่เลิก ไม่สั่งสอนงานนี้จะสั่งสอนงานไหน เจ้าคนอวดดี

ป้ายอาญาสิทธิ์ แล้วผมก็แบมือ

อย่าบอกนะว่าแกมาตามป้าย โกรธซะแล้ว ว้า

ป้ายนั่นเป็นของปราการปราชญ์ไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัว เท่านั้นเอง เจ้าหญิงคนเก่งก็หยิบป้ายอาญาสิทธิ์มาโยนใส่หน้าผม พร้อมกับไล่กลับเอดินเบิร์ก ด้วยเหตุผล เหม็นหน้า

แถมพอคิลเรียกไว้ ยังสะบัดหน้ามาทำกริยายังกับผู้หญิงอีกแน่ะ

ที่ไหนก็ได้ที่ไม่มีคนใจดำ ที่ไหนก็ได้ที่มีคนมาตามง้อ

เอื้อก ความจริงผมก็ควรจะตามไปน่ะนะ แต่ แต่ แต่ผม ผม ง้อผู้หญิงไม่เป็น เฟริน เฟริน ฉันจะทำยังไงกับนายดีนะ โอย คิดไม่ออก คิดไม่ออก อ๊าค

มาทิลด้าหาช่องทางออกจากการสนทนายุ่งยากโดยไปดำเนินเรื่อง ทิ้งผมผจญเคราะห์ผจญโศกอยู่กับไอ้พวกคนที่เฟรินมันว่าอ่อนหัดด้านความรัก ตั้งสามคน โอย ปวดขมับ

ผมยืนเครียด แต่นายตาเดียวกับทำท่าเหมือนเข้าใจอะไรบางอย่างแล้วเดินยิ้มเข้ามาหา แกจะทำอะไรน่ะ ครี้ด

บทเรียนที่ไม่มีในหลักสูตรถูกป้อนเข้าสมองอย่างที่ต้องทำหน้าปุเลี่ยน กอด จูบ เออ เอาเข้าไป มิน่าป้อมอัศวินถึงมีแต่คนบ้า ขนาดผมเองยังบ้า บ้ารักไอ้เฟรินมัน เดี๋ยวนี้ก็ชักจะเริ่มทำตัวเป็นสาวน้อยขี้งอนขึ้นทุกวัน เอ้า ลองดู
ตามง้อดูสักที

ผมเดินตามสาวน้อยหน้ามนคนใจน้อยที่ทำตาละห้อยหารักและก็อยากให้คนง้อ ออกมาข้างนอก คุณเธอเตะหินตกน้ำเป็นว่าเล่น อยากถามนัก นายจะถมถนนข้ามน้ำหรือไงกัน แต่ไม่ทันได้ถาม เสียงตะโกนก็ดังขึ้น

โว้ย นี่จะไม่รู้จักง้อเลยใช่ไหม ไอ้คาโลบ้า มันทำผมสะดุ้งเฮือก ก็คนมันง้อไม่เป็นไง ถึงได้เดินออกมาเฉยๆ
แล้วก็พอดีกับคนด่าที่หันกลับมา แล้วทำหน้าแดงใส่ผมด้วยควานเขินอายสมกุลสตรี ก่อนทำตาลุกวาว สักพักเปลี่ยนเป็นหน้าหงิก แล้วเดินหนี แต่ผมก็ยังไวพอจะรั้งแขนไว้แล้วก็เลยต้องกล่าวความในใจ

เมื่อรู้ว่าฉันไม่รู้จักง้อ ก็อย่างอนให้ต้องง้อได้ไหม น่านเจ้าตัวดีหัวเราะกึกๆ อย่างถูกใจ

ผมดึงเธอเข้าสู่อ้อมอกอย่างโหยหา นานเท่าไหร่แล้วนะ ที่ไม่ได้รับสัมผัสนี้ จำได้ว่า ผมเอง ก็ยังไม่เคยได้กอดท่านพ่อท่านแม่เลยสักครั้งละมั้ง ตั้งแต่เกิดมา ยังดีที่นายว่าง่ายนะเฟริน บทเรียนของครี้ดที่พยายามยัดเข้าหัวฉันมันจะได้ไม่ต้องถูกหยิบมาใช้

ความรู้สึกสบายใจที่อาจหาไม่เจออีกนานหากนายมาดัสเกิดเปลี่ยนใจพาแม่ยอดยุ่งขึ้นเรือไปวันนี้ จริงอยู่ การพลิกเกาะตามหาตัวเจ้าหล่อนไม่ใช่สิ่งเกินความสามารถของคาโนวาล แต่ว่าไม่รู้เมื่อไหร่ที่หล่อนจะกลับมาสู่อ้อมแขนเขา

พักนึงแม่ยอดยุ่งก็เริ่มดิ้น บ่นหงุงหงิง

ง้อไม่เป็นก็ต้องหัดง้อบ้างรู้ไหม เพราะแกน่ะมันดีแต่ชอบยั่วให้คนโกรธ เฮ้ ใครกันแน่ที่ยั่วให้โกรธ นั่นมันแกนะเฟริน

เจ้าหญิงแห่งเดมอสยังทวงเรื่องเรนอนซะอีก ได้ทีขี่แพะไล่เลยนะเออ

นั่นแค่รักษาบาดแผล ผมตอบ

นายว่ารักษาบาดแผล แล้วเรนอนเค้าคิดเหมือนนายเรอะ เดี๋ยวเหอะมันจะมีเรื่องยุ่งยาก

ใช่ซี่ เรนอนนึกว่าผมจะจูบจริง พอรู้ความจริงก็ปึงปังหนีไปเลย เฮ้อ ขอกอดแน่นๆอีกสักทีนะ เฟริน คิดถึง

ผมขยับอ้อมกอให้กระชับขึ้น แต่คนถูกเอาเปรียบยังเป็นนกรู้ไม่เปลี่ยน ยังมาว่าผมทรีตสาวไม่เป็น ถ้าไม่ใช่มัน คงไม่ง่ายแบบนี้ เอาเข้าไป

ก็แล้วนายจะเอายังไง

มันต้องเริ่มจากหัดพูดหวานๆรู้ไหม ไหนลองพูดให้ฟังหน่อยสิเอาหวานๆ นะแบบฟังชัดๆ

แน่ะ เจ้าตัวดี ยังมาสั่งอีกแน่ะ คนมันอายเป็นนะ ฉันพูดเอาไว้แล้วว่าต้องจัดการ วันนี้ขอซักที

จะเอาหวานแบบไหน หึหึ ตกใจละสิ

จะบอกว่านายรักฉันก็ได้ ฉันชอบฟัง หึหึ เล่นกับใครไม่เล่นเฟรินเอ๋ย เตรียมตัวฟังนะ

นายรักฉัน

เท่านั้นเองเฟรินก็แก้มแดงปู๊ด ผลักผมออกห่าง

ต้องฉันรักนายสิ ไอ้โง่ พูดเสร็จก็รีบตะครุบปากตัวเอง

อะฮ้า นายรักฉัน นายรักฉัน เฟริน

ขอบคุณนะ ที่นายยังรักฉัน

ผมคว้าร่างบางก่อนที่จะหนี

ปล่อย ไม่เอา จะไปแล้ว

ไม่ปล่อย อยากฟังไม่ใช่เหรอ แล้วจะหนีไปทำไม

ไม่เอา ไม่อยากฟังแล้ว

ผมสูดหายใจลึก ก่อนเอ่ยความในใจ

รัก ฉันเริ่มรักนายตั้งแต่คราวพบนายในชุดราตรีตอนสู้กับยักษ์ที่แดนโลกันตร์

รักมาก ฉันเริ่มรักนายมากขึ้นเมื่อนายรอดตายอย่างปาฏิหาริย์คราวที่ติดอยู่ในแหวนแห่งปราชญ์

รักมากที่สุด และตอนนี้ เดี๋ยวนี้ และตลอดไป นาย เฟริน เดอเบอโรว์ ไม่สิ

เฟลิโอน่า เกรเดเวล เธอ จะเป็นคนที่ฉัน รักมากที่สุด ตลอดไป นางในใจของฉัน

สำหรับวันนี้ ก็ขอขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่อุตส่าห์เสียเวลามานั่งฟังผมบ่นนะครับ ขอบคุณครับ ร่างสูงโค้งงามๆ ก่อนจะเดินไปหลังม่าน เป็นการจบทอล์คโชว์ครั้งนี้ เสียงกรี๊ดยังสนั่นคละไปกับเสียงปรบมือ
จนม่านถูกรูดปิด

********************************

creditปรู๊ฟ : พี่Ron พี่เอนัวว์อา น้องminamino พี่ A.A. the wolf พี่ E_namtan อมราวตี และอีกหลายๆท่านที่ไม่ได้เอ่ยชื่อ (ลืม...)

creditกลอนบทที่สอง : พี่เอนัวว์อา

ปล. มีคำผิดไปเตะก้นพี่Ronได้ หุหุหุ



edit @ 2005/04/27 02:39:49
edit @ 2005/04/27 15:50:14
ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
#1  by   (61.91.71.176) At 2005-07-20 20:36, 
สนุกมากเลยค่ะ
ไม่คิดเล้ยว่าคาโลจะพูดได้มากขนาดนี้
ยาวจิงๆ เหอๆ
#2  by  ~.Youzen.~ At 2005-11-06 23:25, 
เออๆๆ...น่ายักดีว่าแม่ง เฟลิโอน่าน่ารักขนาดนั้นเลยหรอว่ะ ถ้ากูเปงคาโลล่ะก็ เฟลิโอน่าเสร็จกูไปนานแล้วว่ะ แม่งน่าแทงซะไม่มี นมก็ใหญื โคตรเลยว่า หีก็น่าจะบาน โอ้ยส์... ควยกูก็ใหญืนะโว้ย เอากันสบายเลยว่าแม่ง นมๆๆๆๆๆใหญ่ๆๆๆๆ
#3  by  กูเอง (203.209.122.199) At 2006-02-11 16:27, 
อ่านอย่างนี้ไปอ่านในหนังสือก็ได้!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
#4  by  1412 (203.113.81.5) At 2006-03-08 11:39, 
ฮึก..ฮึก ร้องให้แล้วพี่เอ้ย เศร้ามากท่าน แต่งได้ดี แต่ไม่น่าเชื่อคิล กะคาโลร้องไห้เป็นกะเค้าด้วย แหม ไม่ต้องร้องไห้ นะคาโล
#5  by  มิ้นท์~ (58.136.202.201) At 2006-03-17 17:16, 
ในหนังสือก็มีนี่ค่ะ แต่ก็สนุกดี
#6  by  num (58.136.149.178) At 2006-05-13 14:28, 
อื้อ ก้อดีเรยละ แต่ว่า เรื่อง หัวขโมยแห่งบารามอสอะ อย่าเอาเรื่องลามกๆมาเกี่ยวข้องได้มะ มันเสียเรื่องหมดเรยว่ะ
#7  by  mong (124.121.57.66) At 2006-05-13 18:18, 
ไม่ยักรู้ว่าคาโลนอนนำลายยืด
แต่ก็สนุกมาก
เล่ม 4 กระจ่างเลยอะ
#8  by  M (202.133.135.74) At 2006-06-24 12:52, 
สนุกมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆเลยค่ะ
#9  by  ริน (58.147.27.16) At 2006-07-16 17:14, 
ชอบมากค่ะ
#10  by  อาน่ะ (125.24.99.181) At 2006-07-18 19:56, 
อ่านในหนังสือก็ได้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
#11  by  คาโล (202.57.170.173) At 2007-04-07 10:35, 
อ้าว ไรว้า
#12  by  อิอิ (124.157.214.195) At 2007-04-07 14:10, 
สนุกดีนะ
เราชอบคาโลมากๆๆๆๆๆ.....
ตัวหนังสือเล็กไปหน่อยนะ
ขี้เกียดเพ่ง
#13  by  ชอบคาโลจัง (222.123.233.9) At 2007-04-07 18:53, 
ก้อหนุกดีนะ คาโลแม่งโดนไรสิงมาวะconfused smile แต่ก้อน่ารักดีหน่อยแม่งแอคขรึมชิปหาย
#14  by  NuT (118.175.247.172) At 2008-11-05 10:29, 

<< Home